(IndieGogo) Sobro โต๊ะกลางสุดอัจฉริยะ พร้อมตู้เย็นในตัว

ดูนี่ ชวนเข้าครัว  เปิดวาไรตี้ทำอาหาร

สวัสดีครับ ห่างหายจากคอลัมน์ KickStarter Mania มาได้สักพักใหญ่ๆเพราะว่าตัวบล็อกเกอร์เองติดภาระงานค่อนข้างมากมายในช่วงต้นปีนี้ เพิ่งจะมาว่างเอาก็ช่วงนี้แหละครับ ก็เลยไปเปิดเว็บไซต์ KickStarter และ IndoeGogo ดูสักหน่อยว่าจะมีสินค้าระดมทุนตัวไหนที่น่าสนใจบ้าง ก็มาสะดุดตากับเจ้า Sobro – A Cooler Coffee Table ซึ่งชื่อก็บอกแล้วว่ามาพร้อมคูลเลอร์ในตัว ส่วนจะมีความสามารถอะไรเพิ่มเติมนั้น ติดตามอ่านกันได้เลยครับ

(IndieGogo) Sobro โต๊ะกลางสุดอัจฉริยะ พร้อมตู้เย็นในตัว

ปกติแล้วแทบทุกบ้านถ้ามีพื้นที่พอ เราก็มักจะมีโซฟาและโต๊ะกลางประจำบ้านอยู่แล้วใช่ไหมครับ แต่ว่าโต๊ะกลางปัจจุบันนี้ก็ไม่ค่อยได้มีฟังก์ชั่นอะไรนอกจากใช้วางหนังสืออ่านเล่นหรือของโชว์หรือวางแก้วน้ำ/ของว่าง และที่เคยเป็นข่าวฮือฮากันเมื่อหลายปีก่อนก็คงเป็น Surface Table โต๊ะกลางที่มีหน้าจอสัมผัสของทาง Microsoft เค้า  แต่ว่าวันนี้ผมจะพาคุณผู้อ่านไปรู้จักกับ Sobro – A Cooler Coffee Table กันครับ

มารู้จักกับ Sobro กันก่อน

Sobro นั้นเป็นมากกว่าโต๊ะกลางทั่วไป เพราะมีฟังก์ชั่นที่โต๊ะกลางทั่วไปไม่มี อาทิ ติดตั้งตู้เย็นในตัวแถมเป็นรูปแบบลิ้นชัก(drawer) สามารถแช่เครื่องดื่มต่างๆได้ตามต้องการ  และมีลิ้นชักอีกสองช่องไว้เก็บของกระจุกกระจิก อาทิ รีโมท, จอยเกม (Game Controller) เป็นต้น ติดตั้งลำโพงไร้สายระบบบลูทูธ (Bluetooth Speaker) มีพอร์ต USB สำหรับชาร์จไฟให้แก่สมาร์ทโฟน, แท็ปเล็ต และติดตั้งหลอดไฟ LED เพื่อให้ความสว่างบริเวณด้านล่างช่วยให้ห้องนั่งเล่นสวยงามยิ่งขึ้นครับ ส่วนผิวหน้า(TOP)ก็เลือกใช้เป็นกระจกเทมเปอร์ที่มีความคงทนมากกว่ากระจกทั่วไป และมีการติดตั้งรีโมทระบบสัมผัสลงไปในตัวโต๊ะ ทำให้เมื่อเชื่อมต่อกับทีวีแล้วจะสามารถควบคุมช่องรายการ/เพิ่มลดเสียงได้ด้วยการกดปุ่มบนโต๊ะได้เลยครับ

ฟังก์ชั่นการใช้งานต่างๆ

สำหรับฟังก์ชั่นการใช้งานต่างๆโดยสรุปดังรูปด้านบนนะครับ เดี๋ยวเรามาดูรายละเอียดของฟังก์ชั่นต่างๆกันครับ เริ่มจาก

  1. Refrigerator drawer

ตู้เย็นที่ออกแบบมาให้เป็นลักษณะลิ้นชัก เพื่อความสะดวกในการใช้งานมากกว่าการเปิดฝา สามารถแช่เครื่องดื่มลักษณะกระป๋องหรือขวดขนาดเล็ก เหมาะมากเวลาที่กำลังดูหนังเพลินๆแล้วขี้เกียงลุกไปเปิดตู้เย็นเพื่อหาเครื่องดื่ม แค่เลื่อนออกมาก็ได้เครื่องดื่มเย็นชื่นใจแล้วครับ

2. Bluetooth Speaker

มีการฝังลำโพงบลูทูธไว้ทั้งสองข้าง ซ้ายขวา (สังเกตุที่รูปจะอยู่เหนือปลั๊กไฟนะครับ) ให้เสียงในระบบสเตอริโอ

3. LED Lighting

เสริมชีวิตชีวาในห้องด้วยหลอดไฟ LED ที่ติดตั้งบริเวณด้านล่างของโต๊ะ

4. TV Connect

เชื่อมต่อการควบคุมทีวี และระบบเสียงผ่านสัญญาณบลูทูธ (ต้องใช้งานควบคู่กับ Bluetooth Dongle) ทำให้สามารถต่อเสียงจากทีวีออกมายังลำโพงบลูทูธที่ติดตั้งในโต๊ะ Sobro

5. Touch Control Interface

ควบคุมการเชื่อมต่อบลูทูธ, ระบบเสียง, แสงไฟ และอุณหภูมิตู้เย็นได้จากบนโต๊ะ ด้วยระบบสั่งการแบบสัมผัส ไม่จำเป็นต้องสั่งการผ่านสมาร์ทโฟนให้ยุ่งยาก

6. Tempered Glass Top

ด้วยกระจกเทมเปอร์ที่ถูกนำมาใช้เป็นหน้าท็อป สามารถรับแรงกระแทกได้ดีกว่ากระจกทั่วไปที่มีขนาดเดียวกันถึง 4 เท่าและทนทานต่อการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ คราวนี้ก็บอกลาที่รองแก้วไปได้เลยครับ เพราะเราสามารถวางแก้วบนโต๊ะได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องความสกปรก เพราะว่าตัวท็อปนั้นสะดวกในการทำความสะอาดมากๆ (แต่ระวังรอยขีดข่วนบ้างก็ดีนะ)

7. USB Charging

ที่ตัวโต๊ะมีการติดตั้งพอร์ต USB ไว้สำหรับชาร์จไฟจำนวน 2 พอร์ต บริเวณด้านข้างของตัวโต๊ะ สำหรับไว้ชาร์จไฟให้กับอุปกรณ์อย่าง สมาร์ทโฟนหรือแท็ปเล็ต เป็นต้นครับ

8. Power Ports

ติดตั้งปลั๊กไฟสำหรับจ่ายไฟขนาด 110 V จำนวน 2 พอร์ต (ไม่รู้ว่ามาบ้านเราต้องแปลงอีกหรือเปล่า เพราะบ้านเราใช้ไฟ 220V กันทั้งนั้น) สำหรับจ่ายไฟให้กับอุปกรณ์อย่าง โน้ตบุ๊ค เเละเมื่อใช้งานเสีร็จก็สามารถถอดสายอแดปเตอร์เก็บไว้ในลิ้นชักได้ด้วย

9. Storage Drawer

ติดตั้งลิ้นชักเอนกประสงค์จำนวน 2 ชั้น ไว้เก็บสิ่งของต่างๆได้ตามต้องการ


ขนาดของโต๊ะ

วิธีใช้งาน

เห็นฟังก์ชั่นเยอะแบบนี้ จะใช้งานยากไหม บอกเลยว่าไม่ยากครับ แค่เพียงหาตำแหน่งที่ต้องการ และจัดการเสียบปลั๊กให้เรียบร้อยเพื่อเป็นแหล่งพลังงานให้กับตู้เย็นและลำโพงบลูทูธที่ติดตั้งไว้ภายในครับ (แต่ทั้งนี้โปรดสอบถามกับผู้ผลิตอีกทีนึงว่ารองรับกับระบบไฟฟ้าของบ้านเราหรือเปล่านะครับ)

 

ราคาและการระดมทุน

เอาล่ะ คราวนี้เรามาดูหัวข้อที่ใครๆหลายคนสนใจกันบ้างนะครับกับราคาค่าตัวของโต๊ะอัจฉริยะตัวนี้กัน ซึ่งทางผู้ระดมทุนตั้งเป็าไว้แค่ 50,000$ แต่ตอนที่ผมเขียนบทความนี้ก็พบว่าเค้าสามารถระดมทุนไปได้แล้วถึง 1.12 ล้าน$ กับจำนวนผู้ร่วมลงขันกว่า 1,500 ราย

สำหรับราคาค่าตัวที่ระดมทุนนี้อยู่ที่ 649$ (ประมาณ 22,715 บาท*)  แต่ว่าราคาขายปลีกหลังจากโปรเจ็คนี้สิ้นสุดจะอยู่ที่ 1,499$ ( 52,465 บาทโดยประมาณ*) พร้อมค่าขนส่งในประเทศสหรัฐและแคนาดา ถือว่าทำราคาออกมาได้ค่อนข้างสูงอยู่เหมือนกันนะครับ

*คิดจากอัตราแลกเปลี่ยนเฉลี่ยที่ 1$ = 35 บาท

แต่ถ้าหากคุณผู้อ่านสนใจก็สามารถเข้าไปสนับสนุนโปรเจ็คนี้ได้ตามลิงค์ด้านล่างนี้

(แต่อย่าลืมคำนวณค่าภาษีและค่าขนส่งก่อนนะครับ)

 

Comments

comments

ของแต่งบ้านที่คุณต้องไลค์

ใส่ความเห็น

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.