เที่ยวกรุงเทพแบบ 1-DAY-TRIP กับนครชัยแอร์ ตอนที่ 2 กับเส้นทางท่องเที่ยวสายประวัติศาสตร์ งานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

ดูนี่ ชวนเข้าครัว  เปิดวาไรตี้ทำอาหาร

สวัสดีครับหลังจากที่ผมเขียนบล็อกทริปท่องเที่ยวกับทางนครชัยแอร์ไปแล้วในบล็อก เที่ยวกรุงเทพแบบ 1-DAY-TRIP กับนครชัยแอร์ ตอนที่ 1 กับเส้นทาง”สมบัติเมืองกรุง” ก็เหตุให้ต้องเดินทางอีกจนไม่ได้มาอัพบล็อกต่อ ก็ต้องขออภัยที่ออกมาล่าช้าด้วยนะครับ สำหรับบล็อกตอนนี้จะเป็นการท่องเที่ยวในวันอาทิตย์ที่ 21 ก.ค. 2652 ที่ผ่านมานี้ครับ
**สำหรับรูปประกอบบล็อกนี้จะเยอะเป็นพิเศษ แนะนำว่าควรเชื่อมต่อไวไฟขณะรับชมครับ**

เที่ยวกรุงเทพแบบ 1-DAY-TRIP กับนครชัยแอร์ ตอนที่ 2 กับเส้นทางท่องเที่ยวสายประวัติศาสตร์ งานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

สำหรับทริปวันอาทิตย์นี้เราก็มีนัดขึ้นรถที่ศูนย์บริการนครชัยแอร์เวลา 07.30 น. เช่นเคยครับ เนื่องจากที่ต้องตื่นเช้าเมื่อคืนนี้เราเลยเลือกพักที่โรงแรมใกล้ๆกับนครชัยแอร์ครับ จะได้ใช้เวลาเดินทางไม่นาน สำหรับวันนี้วิทยากร(ไกด์)และน้องประสานงานนี้เป็นคนละชุดกับเมื่อวานนี้ครับ แต่เรายังได้นั่งรถเช่าเหมาปรับอากาศ 15 ที่นั่งของนครชัยแอร์เช่นเดิม (แต่รอบนี้หนังหุ้มเบาะที่วางแก้วน้ำได้หายไปไหนไม่รู้ครับ)

ทริป เส้นทางท่องเที่ยวสายประวัติศาสตร์ งานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

สำหรับทริปนี้เรามีเพื่อนร่วมเดินทางไปอีก 4 ท่าน รวมครอบครัวผมก็เป็นทั้งหมด 7 คนครับ (เมื่อวานแอบถามคุณป้าที่มาทริปด้วยกัน ก็บอกประมาณว่าวัดพระแก้วไปบ่อยแล้วเลยไม่มาทริปนี้อีก เราเลยไม่ได้เจอกันอีก) พอขึ้นมาบนรถเรียบร้อยเวลา 08.00 น. รถก็เริ่มออกเดินทางไปยังจุดหมายแรกในเช้าวันนี้คือวัดพระศรีรัตนศาสดาราม หรือวัดพระแก้วนั่นเองครับ

วันนี้เบาะโล่งเชียว

พอรถออกตัว เราก็ได้รับแจกอาหารเช้าเป็นหมูปิ้งนมสดกับข้าวเหนียว พร้อมน้ำดื่ม (ทั้งที่ก็เจ้าเดียวกันแท้ๆ แต่วันนี้ทำไมผมรู้สึกว่ามันอร่อยกว่าเมื่อวานนี้อีกนะครับ) พร้อมกับคู่มือท่องเที่ยวเมืองกรุงเหมือนที่ได้รับเมื่อวานนี้อีกเล่ม

หนังสือที่ได้รับแจกเป็นสี่สีอาร์ตมันพร้อมแผนที่ครับ (เอารูปเก่ามาใช้ล่ะกัน)

สำหรับทริปนี้จะมีที่หมายหลักๆอยู่ 4 สถานที่คือ

1.วัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว) และพระบรมมหาราชวัง —– เราใช้เวลาช่วงเช้าอยู่ที่นี่ครับ

2.พักทานอาหารที่ร้านอาหารครัวคุณกุ้ง ที่อยู่ในบริเวณราชนาวีสโมสร —- เดินมาจากวัดพระแก้วไม่ไกลครับ

3.วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร (วัดโพธิ์)

4.พิพิธภัณฑ์มิวเซียมสยาม

โดยทริปนี้จะจบไวกว่าทริป สมบัติเมืองกรุง เพราะว่าจะจบประมาณ 5 โมงเย็น ( 17.00 น. ครับ)

เรานั่งรถมาใช้เวลาประมาณหนึ่ง โชคดีที่วันนี้รถไม่ติดและมีเมฆค่อนข้างมาก ทำให้สามารถรู้สึกสบายๆในการเยี่ยมชมครับ

รถมาจอดที่บริเวณท้องสนามหลวง อ.แย้ป แนะนำให้ถือน้ำขวดใหม่(พร้อมผ้าเย็น)ลงไปด้วย เพราะภายในจะไม่ค่อยมีที่ให้บริการน้ำดื่มนะครับ

ระหว่างทาง อ.แย้ป ก็จะแนะนำความเป็นมาของสถานที่ต่างๆรอบสนามหลวง ซึ่งผมว่าบางคนขับรถผ่านบ่อยๆก็อาจจะยังไม่รู้ก็เป็นได้ครับ

เดินมาเข้าประตูวัดพระศรีรัตนศาสดาราม หรือวัดพระแก้ว คนไทยไม่ต้องซื้อบัตรนะครับ

1.วัดพระศรีรันตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว)

วัดพระศรีรัตนศาสดาราม หรือที่เรารู้จักกันดีในชื่อ วัดพระแก้ว เป็นวัดที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นใน พ.ศ. 2325 เป็นวัดในพระบรมมหาราชวังเช่นเดียวกับวัดพระศรีสรรเพชญ์ ซึ่งเป็นวัดในพระราชวังหลวงในสมัยอยุธยา และมีพระราชประสงค์ให้วัดพระศรีรัตนศาสดารามเป็นที่ประดิษฐาน พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร หรือพระแก้วมรกต พระคู่บ้านคู่เมืองของแผ่นดินสยามที่พบ ณ วัดป่าเยี้ยะ (ป่าไผ่) จังหวัดเชียงราย และเป็นสถานที่ทรงบำเพ็ญพระราชกุศล วัดพระศรีรัตนศาสดารามเป็นวัดที่ไม่มีพระสงฆ์จำพรรษาอยู่ เพราะมีแต่ส่วนพุทธาวาสไม่มีส่วนสังฆาวาส (ที่มาจาก Wikipedia)

นักท่องเที่ยวที่มาเยี่ยมชมวัดพระแก้วนี่เท่าที่ผมสังเกตุ ส่วนมากจะเป็นชาวจีน ต่างกับอุทธยานประวัติศาสตร์สุโขทัยและอยุธยาที่เห็นส่วนมากเป็นฝรั่งและชาวญี่ปุ่นที่มาท่องเที่ยวกัน

บริเวณนี้เราจะได้รับทราบถึงรูปแบบและที่มาที่ไปของพระวิหารแต่ละหลัง และที่มาของชื่อพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกและพระพุทธเลิศหล้านภาลัย  ที่ปรากฏในพระวิหารหลักที่ประดิษฐานองค์พระแก้วมรกต และที่มาของปราสาทพระเทพบิดร

ที่มาว่าทำไมถึงมีปราสาทหินจำลองในวัดพระแก้วมรกต

จากนั้นเราก็เดินลงมาชมภาพเขียนจิตกรรมฝาผนังที่แสดงถึงเรื่องราวรามเกียรติ์ ซึ่งอาจารย์แย้ปได้คัดเอาตอนที่น่าสนใจมาบรรยายแบบฉากต่อฉากให้เราได้ชมกันด้วยครับ

จิตกรรมฝาผนังที่วัดพระแก้วเรื่องรามเกียรติ์

การได้ชมภาพจิตกรรมฝาผนังแล้วมีผู้บรรยายแบบ อ.แย้ป ที่มาบรรยายให้ฟังแบบช็อตต่อช็อตนั้นสนุกมากครับ คือถ้าเราไปดูเฉยๆก็คงเห็นแค่ว่าเป็นฉากอะไรแต่เราอาจจะไม่รู้ในรายละเอียดหากไม่ใช่คนที่ศึกษาวรรณคดีด้านนี้ และภาพเขียนแต่ละภาพก็เชื่อมต่อเป็นเรื่องราวเดียวตั้งแต่ต้นจบจบ (ผมอยากไปทริปที่อาจารย์ท่านอธิบายตั้งแต่ต้นจนจบจังเลยครับ)

ออกจากจุดนั้นก็จะเป็นช่วงที่ให้ไปสักการะขอพรพระแก้วมรกตที่ประดิษฐานอยู่ด้านใน แต่ผมเห็นว่าคนเยอะมากกก เลยว่าจะมาเองวันหลังในช่วงวันธรรมดาแทนครับ ก็เลยไหว้พระแก้วมรกตจากทางด้านนอกแทนครับ

เสร็จจากจุดของวัดพระศรีรัตนศาสดารามแล้วเราก็จะเข้าไปยังส่วนของพระบรมมหาราชวังครับ

ตลอดเส้นทาง อ.แย้ป ก็จะให้ความรู้ว่าพระที่นั่งต่างๆนั้นมีความสำคัญอย่างไรบ้างในช่วงพระราชพิธิบรมราชาภิเษก

จะเห็นได้ว่าพระที่นั่งแต่ละหลังต่างสวยงามและมีเอกลักษ์สวยงามสะท้อนถึงความเป็นไทยจริงๆครับ

ตัวอย่างที่ทางวิทยากรบอกเล่าความเป็นมาของพระที่นั่งต่างๆครับ

เราอยู่ในส่วนของพระบรมมหาราชวังจนประมาณ 11 โมงกว่าๆ ซึ่งตลอดระยะทางนั้นเราได้รับความรู้เกี่ยวกับพระที่นั่งต่างๆและพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ซึ่งถ้ามาเองคนเดียว ผมคงแค่ได้ดูพระที่นั่งแต่ละหลังแบบผ่านๆแต่ก็คงไม่ทราบว่าแต่ละหลังนั้นถูกสร้างสมัยใด ถูกใช้ทำหน้าที่อะไรบ้าง แค่นี้ก็ถือว่าคุ้มแล้วครับ

หลังจากนั้นเราเดินเพื่อข้ามถนนไปยังราชนาวีสโมสรที่อยู่ใกล้ๆกันเพื่อรับประทานอาหารกลางวันที่ร้านครัวคุณกุ้งครับ

2.ร้านอาหาร ครัวคุณกุ้ง (ราชนาวีสโมสร)

สำหรับร้านอาหารครัวคุณกุ้งนี้อยู่ในบริเวณราชนาวีสโมสรคับ โดยทางผู้จัดทัวร์ได้เตรียมโต๊ะไว้ให้เราในห้องแอร์ ซึ่งดีมากเลยครับ ขอหลบร้อนมานั่งทานข้าวสบายๆในห้องแอร์ดีกว่า สำหรับวันนี้จะเป็นกับข้าวพร้อมข้าวสวยร้อนๆนะครับ

กะหล่ำปลีผัดน้ำปลา อร่อยมากๆครับ
ลืมถามชื่ออาหารจานนี้ ออกจะเผ็ดๆหวานๆครับ
อันนี้น่าจะเป็นไก่ห่อใบเตยและนำไปทอดครับ
ปลาทอด อร่อยจนลืมถ่าย สุดท้ายเหลือแค่นี้ครับ
และนี่อีก 2 จานครับ

ปิดท้ายด้วยผลไม้ตามฤดูกาล(ไม่ได้ถ่ายมา)

สำหรับอาหารมื้อนี้ อร่อยมากๆครับ ผมอาจไม่ได้ลงรายละเอียดในแต่ละจานนะครับ แต่โดยส่วนตัวผมและครอบครัว ลงมติกันว่าอาหารที่นี่อร่อยมากๆครับ เรามีเวลาทานอาหารและนั่งพักเกือบชั่วโมง จากนั้นก็ได้เวลาไปยังที่หมายถัดไปกันกับวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร (วัดโพธิ์) นั่นเองครับ

3.วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร (วัดโพธิ์)

วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม หรือ วัดโพธิ์ เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดราชวรมหาวิหาร และเป็นวัดประจำรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทั้งยังเปรียบเสมือนเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกของประเทศด้วย เนื่องจากเป็นที่รวมจารึกสรรพวิชาหลายแขนง และทางยูเนสโกได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกความทรงจำโลกของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เมื่อ มีนาคม พ.ศ. 2551 และวันที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2554 ทางยูเนสโก ได้ขึ้นทะเบียนจารึกวัดโพธิ์จำนวน 1,440 ชิ้น เป็นมรดกความทรงจำโลกในทะเบียนนานาชาติ (ข้อมูลจาก Wikipedia)

สำหรับวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม หรือ วัดโพธิ์ นั้นเป็นที่รู้จักกันอย่างดีทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ โดยเฉพาะตำรับการนวดแผนไทยหรือท่าฤาษีดัดตน ก็สามารถหาชมได้จากที่นี่ นอกจากนี้วัดโพธิ์ยังถือได้ว่าเป็นวัดประจำรัชกาลที่ 1 อีกด้วยครับ

ในวัดแห่งนี้มีความน่าสนใจหลายๆอย่างเลยนะครับ และสังเกตุดูจะเห็นว่านักท่องเที่ยวส่วนมากจะเป็นชาติตะวันตกเสียมากกว่า ระหว่างทาง อ.แย้ป ก็ป้อนความรู้ให้กับพวกเราตลอดทางเลยครับ ไฮไลต์ที่สำคัญก็คือยักษ์วัดแจ้งจริงๆ ต้องเป็นยักษ์ในวรรณคดีรามเกียรติ์นะครับ ไม่ใช่ยักษ์จีนตัวใหญ่อย่างที่เคยเห็นในหนังนะครับ

พระมหาเจดีย์หลัก 4 องค์ประจำรัชกาลที่ 1-4

รูปปั้นยักษ์เฝ้าประตูแบบชาวตะวันตก ซึ่งผมไม่เคยเห็นในวัดอื่นๆเลยครับ มาเจอที่นี่ที่แรกเลย

พระพุทธรูปที่ถูกชะลอมาจากทั่วประเทศ
บันทึกวิทยาการสมัยต้นรัตนโกสินทร์

จากที่ได้รู้มาจากทาง อ.แย้ป ทำให้ทราบว่าวัดโพธิ์แห่งนี้เคยเป็นแหล่งรวบรวมสรรพความรู้ในหมวดต่างๆที่ถูกนำมารวบรวมไว้เพื่อป้องกันการสูญหาย และถูกบันทึกลงในแผ่นหินสลักเหล่านี้ที่มีอยู่รอบๆกำแพงอุโบสถ รวมทั้งยังมีรูปปั้นฤาษีดัดตนให้ชาวบ้านสมัยก่อนนำไปนวดรักษาตนเองได้ หรือถ้าหากว่ามีความรู้สามารถอ่านหนังสือออกก็สามารถอ่านวิธีและนำสมุนไพรที่ขึ้นตามเขามอในวัดไปปรุงเป็นยาได้ครับ

รอบระเบียงพระอุโบสถมีภาพหินแกะสลักเป็นเรื่องราวในวรรณคดี

 

และจุดหนึ่งที่มาวัดโพธิ์แล้วห้ามพลาดครับกับการกราบขอพรพระพุทธเทวปฏิมากร ซึ่งเป็นพระพุทธรูปปางสมาธิ ซึ่งรัชกาลที่ 1 ทรงอัญเชิญมาจากวัดศาลาสี่หน้า ด้วยประสงค์ตั้งมั่นแน่วแน่ว่า นี่จะเป็นพระนครอย่างถาวร (ปางสมาธิ สื่อถึงการตั้งจิตมั่นแน่วแน่) ที่พระอุโบสถ

พระอุโบสถ

พอออกจากพระอุโบสถแล้วก่อนเดินออกประตูเราจะไปนมัสการพระพุทธไสยาส(พระนอน)กันครับ โดยวิหารพระพุทธไสยาสนี้จะต้องถอดรองเท้านะครับแต่ว่าก็ไม่ต้องกลัวหาย เพราะจะมีเจ้าหน้าที่ยื่นถุงพลาสติกให้เราไว้ใส่รองเท้า(เสร็จแล้วเวลาลงมาก็คืนถุงครับ)

ภายในวิหารนี้จะมีพระพุทธไสยาสก่อก่ออิฐ ถือปูน ปิดทองทั่วทั้งองค์ และมีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 3 ของประเทศ โดยมีลักษณะพิเศษ ได้แก่ พระบาทซ้ายและขวาซ้อนเสมอกัน โดยที่พระบาทประดับมุกภาพมงคล 108 ประการ ตรงกลางเป็นรูปจักรตามตำรามหาปุริสลักขณะ โดยลวดลายของมงคล 108 ประการนั้น เป็นการผสมผสานกันระหว่างคติความเชื่อที่รับมาจากชมพูทวีปและจีน

หลังจากนั้นเราก็ออกมาขึ้นรถเพื่อเตรียมไปยังเป้าหมายสุดท้ายของทัวร์นี้ที่มิวเซียมสยามครับ

4.มิวเซียมสยาม (Museum Siam)

มิวเซียมสยาม พิพิธภัณฑ์การเรียนรู้นี้ ถือเป็นแหล่งการเรียนรู้หนึ่งที่เน้นจุดมุ่งหมายในการแสดงตัวตนของชนในชาติ ซึ่งจะทำให้ผู้เข้าชม โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้เข้าชมที่อยู่ในวัยเด็กและเยาวชน ได้เรียนรู้รากเหง้าของชาวไทย (ที่มา WikiPedia)

สำหรับพิพิธภัณฑ์แห่งนี้นั้น เป็นพิพิธภัณฑ์ที่เราสามารถ“เล่นได้”ครับ ซึ่งปกติแล้วพิพิธภัณฑ์ส่วนมากที่เราเข้าไปมักจะทำได้แค่ดู ห้ามแตะต้องใช่ไหมครับ หากแต่ว่าที่นี่เราต้องได้ลองจับลองเล่นถึงจะรู้ครับ

พาสปอร์ต/บัตรผ่านประตู ดูแล้วคิดถึงสมุดลายไทยสมัยตอนเป็นเด็กเลยครับ

ซึ่งค่าบัตรผ่านประตูนั้นจะรวมอยู่ในแพ็คเกจที่เราจ่ายกับค่าทัวร์ไว้แล้วครับ พอได้รับบัตรแล้วก็ขึ้นลิฟต์ไปยังชั้น 3 เพื่อเริ่มต้นชมพิพิธภัณฑ์กันเลยครับ

ภายในการตกแต่งยังคงไว้ซึ่งบรรยากาศไทยๆได้เป็นอย่างดีครับ

ภายในแต่ละห้องจะมีการติดตั้งเครื่องปรับอากาศไว้ ดังนั้นไม่ต้องกลัวร้อนกันนะครับ

ห้องนี้จะบอกเล่าถึงประวัติความเป็นมาของชาติไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ซึ่งมีภาพและเสียง พร้อมกับกล่องที่ผุดขึ้นมาตามช่วงเวลาต่างๆ ทำออกมาได้ดึงดูดความสนใจจนต้องชมจนจบครับ

สำหรับห้องนี้จะแสดงถึงวัตถุต่างๆที่แสดงถึงความเป็นไทยจากอดีตจนถึงปัจจุบัน อาทิ ขอมดำดิน จากตำนานพระร่วง, พระพุทธรูปปางลีลาจากสมัยสุโขทัย โดยจัดแสดงแบบ 360 องศา และซ่อนในลิ้นชักซึ่งเราต้องเปิดลิ้นชักเพื่อดูและจะมีข้อมูลโดยสังเขปให้อ่านด้วยครับ

บนเพดานก็มีนะครับ
รูปจำลองขอมดำดินจากตำนานพระร่วง

ห้องถัดมาจะแสดงถึงความเชื่อในระบบจักรวาลตามหลักพระพุทธศาสนาครับ

ห้องนี้จัดแสดงเสื้อผ้าไทยในยุคต่างๆ

ห้องนี้เป็นห้องที่จัดแสดงอาหารไทยแบบอินเตอร์แอ็คทีฟ ที่เราต้องเอาจานมาวางบนจุดที่กำหนดจากนั้นก็จะมีภาพฉายอาหารที่จานครับ (เด็กๆน่าจะชอบกัน)

ห้องนี่บอกเล่าถึงห้องเรียนในสมัยเก่า ที่โต๊ะนักเรียนสามารถเปิดออกมาเปป็นที่เก็บของได้ในตัว (ผมไม่ทันโต๊ะแบบนี้ครับ) เหมือนให้คุณพ่อคุณแม่มารำลึกความหลังกันเลย

ห้องนี้จะบอกเล่าถึงความเชื่อของคนไทยในภาคต่างๆ เราเห็นอาจจะเฉยๆเพราะรู้ๆกันอยู่ แต่ผมว่าชาวต่างชาติน่าจะต้องมีทึ่งกันบ้างแหละว่าคนไทยนับถือสิ่งเหล่านี้ที่ตาไม่เห็นด้วยครับ

ห้องสุดท้ายนี้เป็นห้องเล่นเกม ซึ่งจะมีเกมต่างๆเกี่ยวกับความเป็นไทยให้ได้ลองเล่นกัน ผมว่าเด็กๆน่าจะชอบห้องนี้ครับ

หลังจากที่เยี่ยมชมจบครบแล้ว เราจะมีเวลา 40-50 นาที ในการเยี่ยมชมจุดต่างๆที่เราสนใจ หรือหากอยากจะพักก็สามารถไปแวะดื่มกาแฟหรือทานของว่างได้ที่ร้านอาหารด้านล่างพิพิธภัณฑ์ก็ได้ครับ

ชื่อร้านว่า ELEFIN COFFEE มีบริการทั้งอาหารและเครื่องดื่มครับ

อาหารอร่อยดีครับ  บางอย่างก็หาทานได้ยาก (แต่ของที่หาทานได้ยากมักหมดเร็ว) สนนราคาก็พอๆกับร้านอาหารทั่วไปในกรุงเทพครับ

พอถึงเวลาเราก็ขึ้นรถที่บริเวณหน้าพิพิธภัณฑ์ พอขึ้นมาบุ๊ปก็ได้รับแจกน้ำเย็นและผ้าเย็นเลยครับ ที่ชอบทริปนี้มากเพราะน้ำเย็นและผ้าเย็นไม่อั้นนี่แหละครับ

รถได้แล่นผ่านสถานที่สำคัญต่างๆมากมาย ซึ่ง อ.แย้ป ก็ยังคงบรรยายจนถึงนาทีสุดท้ายครับ ประมาณ 5 โมงกว่ารถก็จอดที่สถานีเดินรถนครชัยแอร์เป็นอันสิ้นสุดทริป ส่วนผมและครอบครัวก็เตรียมตัวเดินทางกลับบ้านที่จังหวัดลำปาง ด้วยรถนครชัยแอร์เฟิร์สคลาสครับ (เพิ่งมามีปีนี้นะครับ เมื่อก่อนมีแต่โกลด์คลาส)

ความประทับใจ

ทริปวันที่ 2 นี้เดินไม่มากเท่ากับทริปเมื่อวานนี้ครับ แต่ก็อัดแน่นไปด้วยความรู้ไม่ต่างกันเลยครับ และบางสถานที่หากเราไปเองก็อาจจะได้ความรู้ไม่มากเท่ากับมากับทริปนี้หรือต้องทำการบ้านหนักมาก แต่พอมาทัวร์แบบนี้สบายเลยครับ เพราะว่าแทบไม่ต้องเตรียมข้อมูลมากนัก เพียงแต่ต้องแต่งตัวให้เหมาะสมกับการเข้าชมในสถานที่ต่างๆ ไม่ต้องวุ่นวายหาที่จอดรถเองด้วย ขึ้นรถมาก็มีแอร์เย็นๆเป่าหน้า (ชวนหลับจริงๆ) และน้ำเย็นกับผ้าเย็นที่แจกตลอด อาหารเที่ยงก็อร่อยครับ แถมยังเติมข้าวได้ด้วย เสียดายแทนหลายๆท่านที่พลาดทริปนี้ไปจริงๆครับ

นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของประสบการณ์ที่ผมได้มาสัมผัสในครั้งนี้ (และเป็นครั้งแรกที่ไปเที่ยวกับทัวร์อย่างนี้ด้วยครับ) ผมประทับใจมากเลยล่ะครับ และถ้ามีโอกาสครั้งหน้าหากเป็นทริปที่น่าสนใจก็หวังว่าจะมีโอกาสได้ไปทริปแบบนี้อีก

สำหรับข้อมูลที่ผมลงมานั้นเป็นเพียงแค่ 10% เท่านั้น ถ้าอยากรู้มากกว่านี้ลองหาโอกาสไปตามแหล่งท่องเที่ยวที่ผมฝัง Google Maps ให้เป็นที่เรียบร้อย หรือซื้อทัวร์ไปกับนครชัยแอร์ก็ได้ครับ

ในทริปนี้ผมถ่ายด้วยกล้อง GoPro Hero 7 Black Edition เป็นหลักนะครับ ทั้งภาพนิ่ง(ใช้โหมด Super Photos) และวีดีโอ

ขอขอบคุณ อ.แย้ป ที่มาให้ความรู้แก่พวกผมในวันนี้ครับ

(ผมจดชื่ออาจารย์ไม่ทันต้องขออภัยด้วยครับ)

 

ข้อมูลทริปจากนครชัยแอร์

วัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว) – พระบรมมหาราชวัง – วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม – Museum Siam
07.30 น. พบกัน ณ จุดนัดหมาย บริเวณหน้า สถานีเดินรถนครชัยแอร์ กรุงเทพฯ ถ.กำแพงเพชร 2 ลงทะเบียนผู้เข้าร่วมกิจกรรมพร้อมรับประทานอาหารเช้า
08.00 น. ออกเดินทางโดยรถเช่าเหมานครชัยแอร์ 16 ที่นั่ง (มินิบัส) มุ่งหน้าสู่ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว) พร้อมฟังเกร็ดเรื่องราวความรู้ด้านประวัติศาสตร์และศิลปวัฒนธรรมเกี่ยวกับสถานที่สาคัญและสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจตลอดเส้นทางโดยวิทยากรผู้เชี่ยวชาญ
09.00 น. เข้าเยี่ยมชม วัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว) เป็นที่ประดิษฐาน พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร หรือพระแก้วมรกตโดยในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก รัชกาลที่ 10 พระอุโบสถวัดพระแก้วได้ใช้เป็นสถานที่จารึกพระพรรณบัฏดวงพระบรมราชสมภพ และแกะพระราชลัญจกรประจำรัชกาลเมื่อวันที่ 23 เมษายน 2562 และในวันที่ 4 พฤษภาคม 2562 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 เสด็จพระราชดำเนินโดยขบวนราบใหญ่ไปทรงนมัสการพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร เพื่อประกาศพระองค์เป็นพุทธศาสนูปถัมภก
10.30 น. เดินเข้าสู่ พระบรมมหาราชวัง เยี่ยมชมพระที่นั่งต่างๆที่มีความสำคัญ ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก รัชกาลที่ 10 เช่น หมู่พระมหามณเฑียร พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท และ พระที่นั่งสุทไธสวรรย์ปราสาท ที่กล่าวมานี้ล้วนเป็นสถานที่สำคัญใช้เป็นพระราชพิธีมณฑลสำหรับประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก และพระราชพิธีสำคัญอื่นๆ ในพระมหากษัตริย์ทุกรัชกาลในราชวงศ์จักรีสืบเนื่องกันมา
12.00 น. รับประทานอาหารกลางวัน ร้านครัวคุณกุ้ง ร้านดั้งเดิมอยู่ติดริมน้ำคู่ท่าช้าง ในราชนาวีสโมสรมายาวนาน อาหารรสชาติไทยๆ ไม่เป็นรองใคร หากได้นั่งกินบรรยากาศริมน้ำยิ่งจะช่วยสร้างอรรถรสในการกินได้เป็นอย่างดี มีวิวสวยงามเห็นวิถีชีวิตสองฝั่งเจ้าพระยารับรองว่าอิ่มแล้วจะไม่อยากลุกไปไหนแน่นอน
13.30 น. เดินทางไปยัง วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร หรือ วัดโพธิ์ วัดนี้เป็นสถานที่สำคัญอีกหนึ่งแห่งในการเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนคร โดยขบวนพยุหยาตราสถลมารค พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงนมัสการพระพุทธเทวปฏิมากร พระประธานในพระอุโบสถ และถวายราชสักการะพระบรมราชสรีรางคารพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 ก่อนจะประทับพระราชยานพุดตานทอง เสด็จพระราชดำเนินกลับพระบรมมหาราชวัง
15.00 น. ชมพิพิธภัณฑ์สบายๆ @ Museum Siam เป็นพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งแรก ที่เน้นการสร้างประสบการณ์สดใหม่ในการชมพิพิธภัณฑ์ จัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นต้นแบบของแหล่งเรียนรู้ที่น่ารื่นรมย์ และช่วยยกระดับมาตรฐานการจัดการเรียนรู้ในรูปแบบใหม่เกี่ยวกับการสร้างสำนึกในการรู้จักตนเอง การก่อร่างชาติไทย คติความเชื่อของคนไทย รู้จักเพื่อนบ้าน และรู้จักโลก รวมถึงการสร้าง “แนวคิดและภาพลักษณ์ใหม่” ของพิพิธภัณฑ์ในสังคมแห่งการเรียนรู้ ผ่านเทคโนโลยีสมัยใหม่ และกิจกรรมสร้างสรรค์ เพื่อให้การเรียนรู้ประวัติศาสตร์และเรื่องราวต่างๆ เป็นไปอย่างสนุกสนานยิ่งขึ้น
17.00 น. เดินทางกลับโดยสวัสดิภาพ

ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

https://www2.nakhonchaiair.com/view/news-104

https://www.facebook.com/nakhonchaiair.official/

Comments

comments

ใส่ความเห็น

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.