เที่ยวกรุงเทพแบบ 1-Day-Trip กับนครชัยแอร์ ตอนที่ 1 กับเส้นทาง”สมบัติเมืองกรุง”

ดูนี่ ชวนเข้าครัว  เปิดวาไรตี้ทำอาหาร

สวัสดีคุณผู้อ่านทุกท่านครับ ปีนี้เป็นปีที่ผมมีโอกาสได้ท่องเที่ยวค่อนข้างมาก นับจนถึงตอนนี้ก็น่าจะประมาณ 6 ทริปแล้ว ซึ่งทริปล่าสุดที่เพิ่งไปมาก็เป็นเสาร์-อาทิตย์ที่ผ่านมานี้เอง กับทริปที่จัดโดยนครชัยแอร์ร่วมกับททท.สำนักงานกรุงเทพมหานครที่จัดทริปแบบวันเดียวจบใน 2 เส้นทาง คือ สมบัติเมืองกรุง (วันเสาร์) และ เส้นทางท่องเที่ยวสายประวัติศาสตร์ งานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก (วันอาทิตย์)

เที่ยวกรุงเทพแบบ 1-Day-Trip กับนครชัยแอร์ ในเส้นทาง”สมบัติเมืองกรุง”

สำหรับทริปนี้ผมเดินทางพร้อมครอบครัวด้วยรถนอน First Class 30 ที่นั่งของนครชัยแอร์ จากจังหวัดลำปาง มาถึงที่ศูนย์รถนครชัยแอร์ช่วงเช้ามืด (ซึ่งปกติผมก็มาลงที่นี่เป็นประจำอยู่แล้ว เพราะมีห้องอาบน้ำให้บริการ (ค่าบริการ 10 บาท พร้อมผ้าขนหนู 1 ผืน) แถมยังมีรถตู้ชัตเติ้ลบัสไปส่งให้ที่สถานีรถไฟฟ้าแบบฟรีๆอีกด้วยครับ) อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า รอเช็คอินในเวลา 7.30 น.ครับ โดยวันเสาร์นี้จะเป็นทริปเส้นทาง “สมบัติเมืองกรุง” นั่นเองครับ

ทริป สมบัติเมืองกรุง (วันเสาร์ที่ 20 ก.ค. 2562)

สำหรับทริปนี้จะเป็นการเดินทางไปยังวัดที่สำคัญต่างๆในยุคต้นของกรุงรัตนโกสินทร์ ไปรู้ความเป็นมาของแต่ละวัดที่สำคัญ รวมถึงเยี่ยมชมสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์อย่างกุฏีจีน และพิพิธภัณฑ์บ้านโปรตุเกส ไปลองชมขนมกุฏีโปรตุเกสกัน จากนั้นไปปิดท้ายที่เยาวราช โดยระยะเวลาเริ่มที่ 08.00 สิ้นสุดกันที่ 20.00 น. โน่นเลยครับ ราคาทริปนี้(รวมอาหาร 2 มื้อ คือ มื้อเช้าและเที่ยง ส่วนมื้อเย็นเลือกทานตามอัธยาศัยที่เยาวราชครับ)

สำหรับการเดินทางในทริปนี้จะเป็นการโดนทางโดยรถมินิบัส 16 ที่นั่งของนครชัยแอร์ (แอร์เย็นฉ่ำและรถใหม่มากๆครับ นั่งกันไปสบายๆ) ทริปนี้มีผู้ร่วมเดินทางรวมครอบครัวผมก็ทั้งหมด 12 คน + น้องแป้ง(เจ้าหน้าที่ประสานงาน) และคุณนัท (วิทยากร) + พี่คนขับรถก็รวมเป็น 15 คนพอดีครับ

รถที่เราจะนั่งทัวร์ในวันนี้คือคันนี้ครับ
แต่ละที่นั่งจะมีพอร์ต USB ให้ชาร์จมือถือหรือแบตฯกล้องได้ด้วยครับ

หลังจากสมาชิกขึ้นรถกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็จะได้รับแจกอาหารเช้าคนละกล่องพร้อมน้ำดื่ม ซึ่งอาหารเช้ามื้อนี้เป็นข้าวเหนียวดำและหมูปิ้งนมสด

DCIM100GOPROGOPR1194.JPG

(หมูปิ้งนุ่ม หอม อร่อยมากๆเลยล่ะครับ) และจะได้รับหนังสือ Walking Bangkok 15 เส้นทางเดินเที่ยวรอบกรุง

หนังสือที่ได้รับแจกเป็นสี่สีอาร์ตมันพร้อมแผนที่ครับ

ไว้เผื่อหาโอกาสมาเดินทางเที่ยวด้วยตัวเองคราวหน้าครับ (ไว้จะมารีวิวครั้งหน้านะครับ) ระหว่างทางคุณนัธ วิทยากรประจำทริปนี้ก็จะชี้แจงเส้นทางและความน่าสนใจอย่างคร่าวๆของจุดหมายการเดินทางในวันนี้ครับ

หลังจากนั่งรถมาได้สักพักนึง เราก็มาถึงที่หมายแห่งแรกนั่นคือวัดแจ้งหรือชื่อเต็มคือวัดอรุณราชวราราม โดยเราจะลงกันที่ฝั่งถนนแล้วเดินเข้าไปข้างในกันครับ

1.วัดอรุณราชวราราม (วัดแจ้ง)

วัดอรุณฯหรือที่พวกเราเรียกกันว่าวัดแจ้ง เป็นหนึ่งในพระอารามหลวงชั้นหนึ่งพิเศษที่มีเพียง 6 วัดในประเทศไทยเท่านั้น โดยเป็นรองเพียงแต่วัดพระศรีรัตนศาสตราราม(วัดพระแก้ว) สำหรับวัดนี้นั้นเป็นวัดประจำรัชกาลของ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่ 2)

พอมาถึงที่โบสถ์หลังแรก

แล้ว ทางวิทยากร(คุณนัท)ก็จะให้คำแนะนำที่มาที่ไปของวัดนี้ซึ่งสร้างในสมัยอยุธยา และเป็นวัดในพระรชวังสมัยกรุงธนบุรี และเคยประดิษฐานพระแก้วมรกตมาก่อนด้วยครับ มีเรื่องเล่าขุดคลองลัดบางกอกขึ้นมา สถาปัตยกรรมในสมัยต้นรัชกาลและความแตกต่างของพระพุทธรูปที่แตกต่างกัน อาทิ พระพุทธรูปที่สร้างสมัยสุโขทัย, อยุธยา และรัตนโกสินทร์ จะมีความแตกต่างกันซึ่งคุณนัทจะให้หลักสังเกตุไว้ครับ

  • แต่เดิมคำว่าบางกอกใหญ่ และบางกอกน้อยไม่ใช่หมายถึงคลอง แต่หมายถึงชุมชนนะครับ
  • วัดแจ้งเคยอยู่ในเขตวังมาก่อน ทำให้ในอดีตวัดนี้เคยไม่มีพระจำพรรษา
งานภาพเขียนฝาผนังสมัยต้นรัตนโกสินทร์

หลังจากฟังบรรยายเสร็จเราก็มายังวิหารอีกหลังหนึ่งครับ

อับเฉาที่เคยมาจากเรือสำเภา ก็กลายมาเป็นของประดับวัด

มานมัสการ “พระแจ้ง” พระพุทธรูปสุดยอดงานฝีมือที่ถ่ายทอดมาเป็นพระพุทธรูปอันงดงาม ฝีพระหัตถ์ปั้นพระพักตร์ในรัชกาลที่ 2 ซึ่งมีพระนามว่า“พระพุทธมิศรราชโลกธาตุดิลก” และฟังเรื่องเล่าที่น่าสนใจในเชิงประวัติศาสตร์

คุณนัทให้คำแนะนำว่าเวลาเข้าวัด อยากรู้ว่าสถานที่ไหนสำคัญที่สุด ให้ดูที่ระเบียงครับ ถ้าระเบียงล้อมรอบอุโบสถ อุโบสถนั้นสำคัญที่สุด หากล้อมรอบเจดีย์ เจดีย์สำคัญที่สุด เป็นต้นครับ

พอเดินออกจากพระอุโบสถเราจะผ่านประตูมาให้ถ่ายรูปกับยักษ์วัดแจ้งทั้ง 2 ตนที่เฝ้าประตูอยู่ (ผมลืมถ่ายไปได้ไงเนี่ย)

พระปรางค์วัดอรุณ

จากนั้นเราก็ลงเรือที่ท่าน้ำวัดอรุณ เพื่อล่องเรือชมทัศนียภาพของแม่น้ำเจ้าพระยา ใช้เวลาไม่นานเท่าไหร่ครับ แต่แอบหวาดเสียวตอนลงเรือที่ลงทางหัวเรือแทนที่จะเป็นการลงด้านข้างนี่แหละ

กำลังรอลงเรือกันครับ
ข้างในเรือก็เป็นแบบนี้

หลังจากให้ล่องเรือและให้อาหารปลาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จากนั้นเราก็ขึ้นไปเทียบท่าเพื่อไปยังวัดกัลยาณมิตร เพื่อสักการะหลวงพ่อโต (พระพุทธไตรรัตนนายก) กันครับ

2.วัดกัลยาณมิตรวรมหาวิหาร

ภายในพระวิหารหลวงเป็นที่ประดิษฐาน หลวงพ่อโต ซำปอกง หรือพระพุทธไตรรัตนนายก วัดกัลยาณมิตรเป็นวัดที่ถูกสร้างในสมัยรัชกาลที่ 3 ซึ่งวัดที่สร้างในสมัยรัชกาลที่ 3 เท่าที่ผมจับสังเกตุได้คือวัดที่มีลักษณะของความเป็นจีนผสมอยู่ครับ โดยผู้ที่สร้างวัดนี้คือ เจ้าพระยานิกรบดินทร์มหินทรมหากัลยาณมิตร (โต) ต้นสกุลกัลยาณมิตร ว่าที่สมุหนายก ได้อุทิศบ้านและที่ดินบริเวณใกล้เคียง ซึ่งแต่เดิมเป็นหมู่บ้านที่มีภิกษุจีนพำนักอยู่ และเรียกกันต่อมาว่า “หมู่บ้านกุฎีจีน” สร้างเป็นวัดขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๓๖๘ และน้อมเกล้าฯ ถวายเป็นพระอารามหลวง

  • ซำปอกง มีความหมายว่า แก้วสามประการ หรือพระรัตนตรัย
  • พระพุทธรูปหลวงพ่อโต เป็นแบบพระราชนิยมในรัชกาลที่ 3
  • สร้างเสร็จในสมัย พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 และทรงพระราชทานนามว่า พระพุทธไตรรัตนนายก (ชื่อเหมือนกับวัดพนัญเชิงนะครับ)


3.ชุมชนกุฎีจีน / ศาลเจ้าเกียนอันเกง

หลังจากไหว้หลวงพ่อโตวัดกัลยาณมิตรเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็เดินออกประตูไปยังทางเรียบริมแม่น้ำเยี่ยมชมชุมชนสุดคลาสสิคที่ชุมชมกะดีจีนหรือกุฎีจีน โดยที่แรกที่เราแวะเข้าไปคือ ศาลเจ้าแม่กวนอิม หรือ ศาลเจ้าเกียนอันเกง

ทางเรียบริมแม่น้ำ

วันที่เราไปนั้นโชคดีมากครับที่คุณเจ้าของศาลเจ้านั้นอยู่ และอนุญาตให้บันทึกภาพได้ แต่ว่าปกติจะไม่อนุญาตให้นักท่องเที่ยวบันทึกภาพนะครับ ศาลเจ้าแม่กวนอิมที่นี่ตั้งมานานมากแล้วและเป็นที่เคารพของผู้คนที่นี่ ภายในมีโครงสร้างเป็นไม้มีการแกะสลักไม้สวยงามและมีเจ้าแม่กวนอิมอยู่เป็นองค์ประธาน

คุณนัทวิทยากรของเราได้ให้ความรู้ในการไหว้เจ้าดังนี้ครับ หลักความสำคัญในการไหว้คือ

1.ซ้ายสำคัญกว่าขวา (ซ้ายของประธาน)

2.หน้าสำคัญกว่าหลัง

นี่เป็นหลักสากลในการไหว้ครับ

ถ้าเป็นเจ้าแม่กวนอิม หรือพระพุทธรูปจะเป็นพุทธนิกายมหายาน

หากเป็นเทพกวนอู หรือเทพองค์อื่น จะเป็นเต๋าครับ

ก็ได้ไหว้ขอพรเจ้าแม่กวนอิมเพื่อเป็นสิริมงคลครับ คุณนัทบอกว่าเจ้าแม่ท่านให้พรทางด้านการทำธุรกิจค้าขายครับ


4.วัดซางตาครู้ส

เดินออกจากศาลเจ้าแม่กวนอิมก็จะมาเจอกับวัดซางตาครู้ส เอ๋….โบสถ์ฝรั่งทำไมชื่อเป็นวัด น่าสนใจจริงๆเลยครับ แต่น่าเสียดายที่ตอนเราไปนั้นไม่ได้เข้าไปแต่ก็พอจะได้รับข้อมูลที่ทางคุณนัทบอกเล่าดังคลิปด้านล่างนี้ครับ

เดินผ่านมาเข้าซอยเพื่อจะไปรับประทานอาหารกลางวัน

 

พิพิธภัณฑ์บ้านกุฎีจีน

5.พิพิธภัณฑ์บ้านกุฎีจีน

ที่นี่เป็นที่ๆเราพักทานอาหารกลางวันกันครับ โดยที่นั่งที่ทางทีมงานเตรียมให้ไว้นั้นอยู่ใกล้กับสระน้ำครับ บรรยากาศร่มรื่นมากๆ

มองทะลุไปนั่นล่ะครับ ที่ผมทานข้าวกัน

อาหารที่ทานมื้อนี้ เป็นหมูอบมันฝรั่งที่เป็นอาหารโปรตุเกส และแกงจืดเต้าหู้ไข่(อันนี้ไม่แน่ใจว่าโปรตุเกสด้วยไหม) ถ้าจำไม่ผิดคุณนัทเล่าว่าอาหารโปรตุเกสจะมีมันฝรั่งเป็นส่วนประกอบที่สำคัญครับ

หมูชิ้นโตๆ รสชาดเค็มนิดๆ ตัดกับมันฝรั่ง เข้ากันได้ดี (ที่บ้านก็เคยทำแต่ไม่รู้ว่ามันเป็นอาหารโปรตุเกส)

หมูชิ้นโตๆแต่นุ่มกำลังดีครับ

ส่วนของหวานเป็นนี่ครับ “ขนมฝรั่งกุฎีจีน”

ตอนที่เห็นครั้งแรกนึกว่าขนมไข่เลยครับ เพราะรูปร่างหน้าตาคล้ายกันมาก แต่พอลองทานแล้วมันแตกต่างในรสสัมผัสครับ ตัวขนมจะมีความร่วนกรอบมากกว่าขนมไข่ และตรงหน้าจะมีความแห้งแข็งนิดๆ โดยรวมโคตรชอบครับ

ความร่วนของขนมปัง

หลังจากที่รับประทานอาหารกันเสร็จแล้วก็เดินขึ้นไปยังชั้นสองเพื่อศึกษาความเป็นมาของชุมชนชาวโปรตุเกสในประเทศไทยว่ามีที่มาที่ไปอย่างไรบ้างครับ

อาคารชั้น 2 ที่เป็นส่วนของพิพิธภัณฑ์

ในส่วนของพิพิธภัณฑ์จะได้เห็นที่มาของการกำเนิดสยามโปรตุเกส เส้นทางการเดินเรือสมัยก่อนจนมาถึงสยามประเทศ ที่มาของชื่อโจรสลัด

ผมเองก็เพิ่งจะรู้เหมือนกันว่าคำที่เราใช้ในชีวิตประจำวันหลายๆคำนั้นยืมมาจากภาษาโปรตุเกสแล้วเพียนเสียงจนกลายเป็นอย่างทุกวันนี้ อาทิ กาแฟ ,สบู่ ,ขนมปัง เป็นต้น

แถมพืชพรรณหลายๆอย่างที่เรากินในปัจจุบันนี้ก็เคยถูกนำเข้ามาโดยโปรตุเกสเมื่อในอดีต

ขนมหลายอย่างที่มาจากโปรตุเกสก็ถูกดัดแปลงโดยท้าวทองกีบม้า จนกลายเป็นที่แพร่หลายอย่างในปัจจุบันนี้

นี่เป็นตัวอย่างอาหารตำรับโปรตุเกสครับ

ด้านล่างมีร้านกาแฟคอยให้บริการด้วยครับ

ต้องบอกเลยว่าพิพิธภัณฑ์แห่งนี้น่าสนใจมากๆครับ ถ้ามีโอกาสผ่านมาเที่ยวนอกจากจะรับประทานอาหารหรือดื่มกาแฟจากร้านด้านล่างแล้ว ลองขออนุญาตเข้ามาชมพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับการมาเที่ยวชมชุมชุนกุฎีจีนแห่งนี้ครับ

พอเสร็จสิ้นจากจุดนี้แล้ว เดินออกมาอีกหน่อยก็จะเจอกับร้านที่ทำขนมฝรั่งกุฏีจีน (คุณนัทเรียกขนมนี้ว่า คาสเทลล่า แต่ว่าจะต่างจากคาสเทลล่าที่เมืองท่านางาซากินะครับ)

เราแวะซื้อขนมกันที่ร้านขนมฝรั่งหลานแม่เป้า ซึ่งเป็นร้านที่ยังใช้กรรมวิธีการผลิตแบบดั้งเดิมอยู่ แถมยังได้ขนมใหม่ๆจากเตาเลยครับ สนนราคาที่ผมซื้อมาก็ 3 ถุงร้อย มีทั้งแบบเล็ก(แต่ละถุงมีขนม 4 ชิ้น) และแบบใหญ่ซึ่งมีหน้าฟักเชื่อมแปะมาด้วย

เตาสำหรับอบขนม

สำหรับขนมฝรั่งกุฏีจีนนี้จะใช้ส่วนผสมเพียง 3 ชนิดเท่านั้น คือ แป้งสาลี, ไข่เป็ด และน้ำตาลทราย โรยด้วยลูกเกด, ลูกพลับอบแห้ง, ฟักเชื่อม และน้ำตาลทรายครับ

ผมว่าเป็นขนมที่อร่อยมากและค่อนข้างหาทานยากมากๆๆๆๆครับ ก็เพิ่งเคยได้กินที่นี่แหละ

**********************************To be Continue*******************************

มาต่อกันให้จบนะครับ

6.วัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร

เดินออกมาไม่ไกลก็จะมาถึง วัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร ซึ่งเป็นพระอารามหลวงชั้นโท ชนิดวรวิหาร ตั้งอยู่ใกล้กับเชิงสะพานพระพุทธยอดฟ้า ฝั่งธนบุรี สำหรับจุดนี้เราจะมาชมว่าทำไมวัดแห่งนี้ถึงได้รับรางวัลยอดเยี่ยมอันดับ 1 หรือ Award of Excellence จากโครงการประกวดรางวัลเพื่อการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก ประจำปี 2556 จากยูเนสโกครับ

ทางเข้าพระบรมมหาธาตุเจดีย์

ซึ่งไฮไลต์อยู่ตรงบริเวณพระมหาธาตุเจดีย์ซึ่งเราสามารถเข้าไปรับชมและสักการะพระพุทธรูปที่ด้านในพระบรมธาตุได้!! ซึ่งปกติแล้วเวลาเราไปไหว้พระจะได้สักการะแต่บริเวณด้านนอกใช่ไหมครับ นี่เป็นครั้งแรกเลยที่ผมจะได้เห็นด้านในพระมหาธาตุเจดีย์ด้วยตาตนเอง แต่ก่อนที่เราจะเข้าไปข้างในนั้นก็นั่งพักพร้อมฟังบรรยายกันในห้องจัดแสดงก่อนซึ่งมีแอร์เย็นๆจากเครื่องปรับอากาศช่วยคลายร้อนจากที่เดินมาได้เป็นอย่างดีครับ

ภายในมีการจัดแสดงวัตถุและองค์พระที่ได้จากการขุดพบที่ในบริเวณพระมหาธาตุเจดีย์ครับ

สำหรับวัดนี้เดิมเป็นสวนกาแฟมาก่อน สร้างเมื่อสมัยรัชกาลที่ 3 โดยสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยุรวงศ์ (ดิศ บุนนาค) เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าพระยาพระคลัง ว่าที่กรมท่า และสมุหพระกลาโหม ได้อุทิศสวนกาแฟสร้างเป็นวัดขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2371 คุณนัทเล่าเรื่องที่น่าสนใจไม่ว่าจะเป็น

  • ทำไมถึงไม่ควรสร้างวัดคนเดียว
  • ที่มาของการสร้างวัดนี้
  • ที่มาของรั้วสวยๆในวัด
  • ที่มาของคำว่าวัดรั้วเหล็ก

นั่งฟังกันประมาณ 20 นาทีเราก็ออกประตูมาเพื่อขึ้นไปยังองค์เจดีย์ครับ

จะต้องเดินขึ้นบันไดไป(ค่อนข้างชัน) และเปลี่ยนรองเท้าด้านบนครับ จากนั้นเข้าประตูเราก็จะอยู่ในเจดีย์แล้วครับ

พอเข้ามาให้เวียนเทียนไหว้พระก่อนสัก 3 รอบเพื่อความเป็นสิริมงคลครับ คุณนัทก็ให้ความรู้เรื่องที่มาของการบูรณะองค์เจดีย์แห่งนี้ ซึ่งเป็นการซ่อมจากข้างในซึ่งต่างจากการบูรณะองค์เจดีย์อื่นๆที่เป็นการซ่อมจากข้างนอกครับ

และขอพรที่บริเวณทางออกขององค์พระธาตุด้วยครับ ซึ่งทางออกนั้นจะเป็นช่องเล็กๆ(ช่องเดิม) เวลาจะออกต้องลอดออกนะครับ

จากนั้นแวะไหว้พระขอพรกันอีกรอบ ก่อนเดินออกเพื่อไปยังจุดขึ้นรถบริเวณนอกวัดซึ่งจะผ่านเขามอด้วยครับ

บริเวณเขามอ

เดินไม่ไกลเท่าไหร่เพื่อไปยังรถของเรา พอขึ้นรถเจอแอร์เย็นๆก็หายเหนื่อยครับ น้องแป้งก็เดินแจกน้ำเย็นและผ้าเย็นให้เพื่อนร่วมทริปทุกท่าน ระหว่างนั่งรถไปก็ฟังบรรยายไป แต่ผมเจอแอร์เป่าหน้าไปก็เผลอหลับเล็กๆอยู่เหมือนกันครับ

7.ICONSIAM (โซน Sook Siam)

DCIM100GOPROGOPR1422.JPG

มาต่อกันที่ไอคอนสยาม แลนด์มาร์กแห่งใหม่ของเมืองกรุง ซึ่งที่นี่จะมีส่วนที่เรียกว่าโซนสุขสยาม(Sook Siam) ที่จำลองเอาอาหารจากหลายๆภาคมารวมไว้ในที่แห่งนี้ สนนราคาก็พอๆกับที่วางขายในห้างนั่นแหละครับ ผมเพิ่งมาได้ทานขนมพริกทอดกรอบก็ที่นี่แหละ มีจุดให้ถ่ายรูปมากมายครับ โดยมีเวลาให้เดินช็อปปิ้งกันตามอัธยาศัยประมาณ 45 นาที ก่อนที่จะเดินทางต่อไปที่ย่านเยาวราช

โซนสุขสยาม

พอได้เวลาประมาณ 5 โมงเย็นเราก็ขึ้นรถเพื่อไปยังที่หมายสุดท้ายของวันนี้ซึ่งก็คือย่านเยาวราชครับ

 

8.ย่านเยาวราช

ระหว่างทางที่นั่งรถมาก็ได้รับฟังถึงที่มาของถนนเส้นสำคัญในกรุงเทพและที่มาของย่านเยาวราชจากทางวิทยากร นั่งรถมาไม่นานก็ถึงที่หมายแล้วครับ ณ จุดนี้คุณนัทก็ให้อิสระว่าจะแยกไปหาของกิน หรือจะไปกับทัวร์ต่อ (เน้นไหว้พระ/ศาลเจ้าจีน) ส่วนมากก็เลือกที่จะไปกับทัวร์ต่อครับ

8.1 วัดบำเพ็ญจีนพรต (วัดย่งฮกยี่)

ที่แรกที่เราไปเป็นวัดจีนในนิกายมหายานที่มีชื่อว่า วัดบำเพ็ญจีนพรต (วัดย่งฮกยี่) ซึ่งมีพระจำพรรษาอยู่ด้วยครับ ภายในตู้บรรจุ 18 อรหันต์ ไหว้พระเสร็จแล้วก็ไปยังเป้าหมายต่อไปครับ ความพิเศษของวัดนี้คือพระพุทธรูปนี้เป็นศิลปะแบบโบราณที่มีที่นี่ที่เดียวเท่านั้น

 

 

เสร็จสิ้นจากที่นี่เราก็ไปยังศาลเจ้าต่อไป เดินตามไกด์ไม่นานก็มาถึงแล้ว บริเวณด้านหน้าเหมือนจะเป็นร้านอาหารแต่ก็สามารถเข้าไปด้านในได้อยู่ครับ (ถอดรองเท้าด้วยนะ)

หลังจากนี้ก็แยกย้ายไปหาของกินได้ตามอัธยาศัยก่อนที่จะรวมตัวกันขึ้นรถครับ ซึ่งผมก็ได้ไปแวะทานบะหมี่เกี๊ยวปลา กับลอดช่องสิคโปร์ในตำนาน (เพิ่งรู้ว่ามันต่างกับลอดช่องไทยที่เคยกินกันตรงเส้นมันเป็นวุ้นๆหนึบๆนี่แหละ)

ร้านนี้ต้องแวะครับ มีน้ำสมุนไพรขายทั้งแบบร้อนและเย็นในราคาแก้วละ 10 บาท มีทั้งหมด 5 น้ำ รสชาดอร่อยดี หอมชื่นใจครับ

ผมแวะทานอาหารค่ำที่ร้าน นิวยืนยง เป็นบะหมี่ลูกชิ้นปลาครับ น้ำซุปหอมดีนะ แต่เสียดายที่เราไม่มีเวลามาก ไม่งั้นน่าจะได้ทัวร์สตรีทฟู้ดในเยาวราชไปแล้ว (เดี๋ยวไว้มาเองคราวหน้าล่ะกัน)

ปิดท้ายด้วยลอดช่องสิงคโปร์ หรือร้านลอดช่องหน้าโรงหนังสิงคโปร์ในตำนานนั่นเอง ถ้วยละ 25 บาท สามารถซื้อใส่ถุงไปกินที่บ้านได้ครับ

พอได้เวลาก็เดินทางกลับครับ รถไม่ติดเลย คุณนัทให้น้องแป้งไปต่อคิวซื้อขนมปังไส้นมทะลักมาให้ลูกทัวร์ได้ลองกินกันคนละชิ้น (ไม่ได้ถ่ายไว้ เพราะแบตหมด) อร่อยมากๆ นมข้นนี่ทะลักมาเลยครับ มันมีทริกนิดนึงในการกินขนมปังตัวนี้ คือต้องดูดนมก่อนแล้วค่อยทาน ไม่งั้นนมมันจะทะลักจนเปื้อนมือเราครับ เรากลับไปถึงสถานีนครชัยแอร์ช่วงประมาณ 2 ทุ่มกว่าก็เรียก Taxi เพื่อไปยังที่พักแล้ววันพรุ่งนี้เราจะมาต่อทัวร์ที่ 2 กันครับ

 

ความประทับใจ

ทริปนี้เป็นทริปที่สนุกมากๆครับ ถึงจะเดินมากเช่นเดียวกัน โชคดีที่วันที่ไปนั้นฝนไม่ตกและเพื่อนร่วมทริปก็ไม่มาก (รวมผมแล้วแค่ 12 คนเอง) วิทยากร/ไกด์อย่างคุณนัทก็อธิบายได้สนุกมีลูกล่อลูกชนให้คนฟังไม่เบื่อ การจัดเวลาแต่ละสถานที่ก็กำลังดีไม่สั้นไม่ยาวเกินไป ขึ้นรถก็มีน้ำดื่มกับผ้าเย็นบริการ รถที่ให้บริการนำเที่ยวเป็นรถใหม่ แอร์เย็น มีที่ชาร์จแบต เบาะนั่งกำลังสบาย แต่ถ้าคนขายาวอาจจะแคบไปนิดนึง อาหารเที่ยงก็อร่อยครับ แถมยังได้หนังสือคู่มือไว้เดินเที่ยวเองคราวหลังอีกด้วย

นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของประสบการณ์ที่ผมได้มาสัมผัสในครั้งนี้ (และเป็นครั้งแรกที่ไปเที่ยวกับทัวร์อย่างนี้ด้วยครับ) ผมประทับใจมากเลยล่ะครับ และถ้ามีโอกาสครั้งหน้าหากเป็นทริปที่น่าสนใจก็หวังว่าจะมีโอกาสได้ไปทริปแบบนี้อีก

สำหรับข้อมูลที่ผมลงมานั้นเป็นเพียงแค่ 10% เท่านั้น ถ้าอยากรู้มากกว่านี้ลองหาโอกาสไปตามแหล่งท่องเที่ยวที่ผมฝัง Google Maps ให้เป็นที่เรียบร้อย หรือซื้อทัวร์ไปกับนครชัยแอร์ก็ได้ครับ

ในทริปนี้ผมถ่ายด้วยกล้อง GoPro Hero 7 Black Edition เป็นหลักนะครับ ทั้งภาพนิ่ง(ใช้โหมด Super Photos) และวีดีโอ ซึ่งใช้แบตในวันนี้หมดไป 6 ก้อนแน่ะครับ (ถ้าไม่มีแบตสำรองนี่ไม่พอแหงมๆ)

ขอขอบคุณวิทยากร คุณธานัท ภุมรัช (นัท) เจ้าหน้าที่จากทาง ททท. ที่มาให้ความรู้แก่พวกผมในวันนี้ครับ

 

สำหรับท่านใดที่ต้องการไปตามหาสมบัติกรุงเทพตอนนี้สามารถติดต่อได้ที่ทางนครชัยแอร์ได้เลยครับ

เที่ยวกรุงเทพแบบ 1-DAY-TRIP กับนครชัยแอร์

(รวมอาหาร 2 มื้อ + ค่าเข้าชม + ค่ารถ+ไกด์นำเที่ยว)

– วันเสาร์ที่ 27 กรกฎาคม 2562 “เส้นทางสายประวัติศาสตร์งานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก” 1,099 บาท (หนึ่งพันเก้าสิบเก้าบาทถ้วน)/ท่าน

– วันอาทิตย์ที่ 28 กรกฎาคม 2562 “เส้นทางTREASURE BANGKOK สมบัติเมืองกรุง” 1,299 บาท (หนึ่งพันสองร้อยเก้าสิบเก้าบาทถ้วน)/ท่าน

สนใจจัดทริปท่องเที่ยว
โทร. 092 415-5335
Line : @ncatour
เลขที่ใบอนุญาต 12/02813

ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

https://www2.nakhonchaiair.com/view/news-104

 

 

 

 

 

Comments

comments

One Comment

ใส่ความเห็น

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.