เราจะเข้าสู่สังคมไร้เงินสดได้จริงหรือเปล่า? เมื่อร่างกฏหมายใหม่กำหนดให้ธนาคารส่งข้อมูลผู้ที่มีการโอนเงินมากกว่า 3,000 ครั้งต่อปีให้สรรพากร

ดูซีรีย์ยอดฮิต

หลังจากที่ผมเขียนบล็อกในหัวข้อ [[Blogger Talk] ในที่สุดยุคที่เราไม่ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมเมื่อโอนเงินข้ามเขตก็มาถึง] ไปไม่นานว่าเราน่าจะสามารถโอนเงิน ซื้อขายสินค้าต่างๆได้แบบไม่ต้องใช้เงินสดกันแล้ว ถ้าหากว่าแม่ค้าก็มีบัญชีธนาคารในการรับโอนได้ง่ายๆผ่าน QR Code มาตรฐานกาลางแบบนี้ แต่วันนี้ก็มีข่าวใหญ่ที่น่าจับตามองในแวดวงธุรกรรมออนไลน์จากเหตุ ร่างแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร ที่เตรียมกำหนดให้ทางธนาคารส่งข้อมูลบัญชีมีมีความเคลื่อนไหวในลักษณะที่ไม่ใช่บัญชีออมทรัพย์ไปให้ยังสรรพากร (จากที่เมื่อก่อนมีหลายขั้นตอนกว่าที่สรรพากรจะสามารถขอเรียกดูข้อมูลบัญชีธนาคารเราได้)

เราจะเข้าสู่สังคมไร้เงินสดได้จริงหรือเปล่า? เมื่อร่างกฏหมายใหม่กำหนดให้ธนาคารส่งข้อมูลผู้ที่มีการโอนเงินมากกว่า 3,000 ครั้งต่อปีให้สรรพากร

จากหัวข้อข้างต้นที่ผมอ่านมาจากเว็บไซต์ Blognone (ที่มา) นั้นสรุปใจความได้ว่า

สถาบันการเงิน (ธนาคาร) และผู้ให้บริการเงินอิเล็กทรอนิกส์ (พวก e-Wallet อาทิ TrueMoney, Line Pay) ต้องส่งข้อมูลของบุคคลที่มี “ธุรกรรมเป็นลักษณะพิเศษ” โดยมีเงื่อนไขหนึ่งในสอง ได้แก่

  • ฝากเงินหรือรับโอนรวมกันปีละ 3,000 ครั้ง
  • ฝากเงินหรือรับโอนรวมกันปีละ 200 ครั้ง และยอดรวม 2,000,000 บาทขึ้นไป

ซึ่งถ้าเราเป็นผู้ใช้งานทั่วไปที่อาจจะมีการฝากเงินเข้าตู้ ATM วันละครั้ง (กรณีที่เป็นร้านค้าและยื่นภาษีเป็นประจำอยู่แล้ว)ก็น่าจะไม่มีปัญหาอะไร เพราะปีนึงเราก็ฝากแค่ 365 ครั้งเป็นอย่างมาก แต่ว่าถ้าเป็นร้านค้าออนไลน์ที่มีการรับชำระผ่านบัญชีธนาคารโดยตรงโดยเฉลี่ยวันละมากกว่า 8 ครั้งก็จะโดนตรงนี้ไปตรงๆ รวมถึงร้านที่รับชำระด้วย QR Code ด้วย

ดังนั้นปัญหาต่อไปจากนี้จะไม่ใช่แค่การพยายามผลักให้ผู้ใช้ไปใช้เงินผ่านทางดิจิตอล(อย่างที่ทางธนาคารพยายามทำเพื่อลดต้นทุนการบริหารจัดการเงินสด) เพราะในแง่ผู้ใช้งานน่าจะไม่มีปัญหาอะไรกับการเปลี่ยนไปจ่ายเงินแบบนี้ (แถมยังรู้ได้ด้วยว่าวันนี้ใช้จ่ายอะไร ที่ไหน เท่าไหร่ได้ด้วย) แต่ผู้ที่จะโดนผลกระทบไปเต็มๆคือเจ้าของกิจการที่อยู่นอกระบบภาษีนั่นเองครับ โดยเฉพาะร้านค้าออนไลน์อย่างพวกขายครีมหรืออาหารเสริมนู่นนี่นั่นที่ไม่ได้มีการยื่นภาษีประจำปี ที่นี้ก็จะโดนตรวจสอบอัตโนมัติครับ ว่าคุณมีรายได้จากช่องทางบัญชี XXXX  ต้องยื่นภาษี YYY บาทเป็นต้น ซึ่งถ้ายอดรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปีก็จะต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม(VAT 7%) ที่ต้องนำจ่ายทุกเดือนด้วยครับ ดังนั้นรัฐก็จะมีรายได้จากการจัดเก็บภาษีที่มากขึ้น ถ้าคุณอยู่ในระบบทำตัวดี จ่ายภาษีตรง (เดี๋ยวนี้สามารถจดทะเบียนบริษัทด้วยตัวเองได้แล้ว มีระบบบัญชีหลังบ้านที่ใช้งานง่าย ราคาไม่แพง) ก็จะสามารถทำให้ธุรกิจโตได้อย่างยั่งยืน รัฐก็เก็บภาษีได้มากขึ้นเพื่อเอาไปใช้พัฒนาประเทศ

แต่มองอีกแง่มุมหนึ่งสำหรับร้านหาบเร่ แผงลอย หรือร้านขายของชำ ก็อาจจะไม่สะดวกที่จะรับชำระด้วย QR Code เพราะถ้าจ่ายผ่านระบบนี้ ก็จะถูกส่งข้อมูลไปที่สรรพากรด้วยครับ นี่จึงอาจเป็นอีกเหตุผลหนึ่งซึ่งทำให้เราอาจจะต้องใช้ทั้งเงินสดควบคู่กับเงินอิเล็กทรอนิกส์ไปพร้อมๆกัน แล้วคุณผู้อ่านล่ะมีความคิดเห็นเช่นไรกันบ้าง ได้โปรดฝากความคิดเห็นที่มีค่าของคุณไว้ที่กล่องคอมเม้นต์ด้านล่างเพื่อบอกให้ทราบว่าคุณคิดเห็นอย่างไรบ้างด้วยนะครับ

Comments

comments

ไอเดียแต่งบ้านสวยๆ

ใส่ความเห็น

%d bloggers like this: