[My Blog]เปลี่ยนมาใช้ Windows 10 ชีวิตดี้ดี

ดูซีรีย์ยอดฮิต

ผมเป็นคนที่สนใจในเรื่องคอมพิวเตอร์มาตั้งแต่ยังเป็นเด็ก ถึงแม้ว่าจะมีเครื่องพีซีเป็นของตัวเองสมัยเรียนมหาลัยปี 4 ก็เถอะ แต่ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาตั้งแต่ขึ้น ม.ปลาย นิตยสารคอมพิวเตอร์เป็นนิตยสารที่ผมซื้อมากกว่านิตยสารเกมเสียอีกนะครับ และตั้งแต่ที่มีคอมพ์ส่วนตัวผมก็ผ่านมาทั้ง Windows XP (แต่ที่เคยใช้เรียนนั้นไล่มาตั้งแต่ MS-DOS นั่นแหละครับ) มา Windows 7 ตอนเรียนมหาลัย ไล่ไปจนถึง Windows 8 และ 8.1 ซึ่งตัววินโดส์ 8.1 นั้นผมใช้งานมานานมาก (จนตอนนี้ก็ยังสลับไปใช้อยู่บ้าง) จนกระทั่งได้โอกาสเปลี่ยนฮาร์ดดิสก์ใหม่แทนที่ตัวเก่าที่มีภาวะ Bad Sector ในไดรฟ์ C ทำให้เปิดไฟล์ต่างๆได้ช้ามาก โดยฮาร์ดดิสก์ตัวใหม่ที่ผมเลือกใช้นั้นเป็น WD-Blue ขนาด 2 TB ( 5400 RPM) ราคาประมาณ 2,3XX ครับ ความจริงถ้าอยากได้แรงๆนี่จัด SSD ไปคุ้มกว่า แต่ที่ผมเลือกฮาร์ดดิสก์แบบจานหมุนเพราะว่าต้องการใช้พื้นที่ในการเก็บไฟล์ครับ  เพราะไม่รู้ว่าฮาร์ดดิสก์ตัวเก่าขนาด 1 TB นั้นจะลาโลกไปเมื่อไหร่ หลังจากที่เปลี่ยนฮาร์ดดิสก์เสร็จก็เลยมีโอกาสได้ลองใช้งาน Windows 10 นี่แหละครับ (สามารถหาซื้อรหัสผลิตภัณฑ์ได้จากร้านคอมพ์หรือซื้อจากหน้าเว็บ MS ได้เลยนะครับ)

[My Blog]เปลี่ยนมาใช้ Windows 10 ชีวิตดี้ดี

สิ่งที่ผมชอบมากที่สุดคือความง่ายในการเข้าใช้งาน เหมือน Windows 7 ที่เราคุ้นเคย พร้อมมีแอปสโตร์ให้ติดตั้งโปรแกรมเพิ่มเติมได้ทันทีง่ายๆแบบสมาร์ทโฟน ทำให้บางโปรแกรมไม่ต้องไปดิ้นรนหาติดตั้งจากภายนอกแล้ว และทางมุมขวาล่างก็มี Notification Center เหมือนบนสมาร์ทโฟนไว้สำหรับเชื่อมต่อหรือดูการแจ้งเตือนต่างๆอีกด้วยครับ

 

Windows 10 review

กดปุ่ม Start นอกจากจะเรียกเมนูโปรแกรมต่างๆที่เราคุ้นเคยกันแล้ว ยังมีหน้าต่างแสดง Live Tile แอพต่างๆที่เราติดตั้งไว้ด้วยครับ อย่างผมลงพวกแอพ Social Network ก็สามารถกดดูจากตัวแอพได้โดยไม่ต้องเข้าเบราเซอร์โครมให้เปลืองแรม หรือถ้าเราเชื่อมต่อกับ Facebook Messenger ไว้ เมื่อมีใครแชทเข้ามาก็จะมี Floating Display แสดงบริเวณมุมขวาล่างทันที เหมาะกับร้านค้าออนไลน์ที่ติดต่อผ่าน Messenger บ่อยๆเหมือนกันนะครับ

Notification Center นอกจากจะแสดงข้อมูลการแจ้งเตือนแล้ว ยังเป็นชอร์ตคัตในการสั่งการต่างๆอีกด้วย (แต่บางเครื่องอาจจะมีชอร์ตคัตมากกว่านี้ก็ได้ครับ)

Desk Space แบบใหม่เป็นสิ่งที่ถูกเพิ่มเข้ามา ซึ่งผมมองว่ามันเหมาะมากๆสำหรับคนที่ทำงานไปแล้วเปิดหลายๆหน้าต่างแบบผม ทำให้การสลับหน้าต่างทำงานเป็นไปได้อย่างสะดวกกว่าเมื่อเทียบกับเวอร์ชั่นที่ผ่านๆมา โดยเฉพาะการแบ่งครึ่งหน้าจอในการทำงานแบบนี้ครับ

 

Microsoft Store คือฮับสำหรับใช้ในการดาวน์โหลดแอพและเกม (บางเครื่องสามารถซื้อหนังและเพลงได้ด้วย) ซึ่งมีมาตั้งแต่ Windows 8 แล้วครับ  แต่ว่าตอนนั้นผมว่ามันยังไม่ปังเท่าไหร่ มาใน Windows 10 นี้ ต้องยอมรับว่าแอพมีมากขึ้น (ถึงจะสู้กับ Apple App Store และ Google Play Store ไม่ได้ก็เถอะนะ) แอพหลักๆที่ใช้กันประจำอย่าง Facebook, Twitter, VK รวมทั้งบริการสตรีมมิ่งอย่าง Netflix และ Spotify ก็มีมาให้ใช้งานแล้ว (เสียดายไม่มี Viu, Doonee , iFlix บนแอพครับ)

สำหรับแอพนั้นจะมีทั้งแบบ Standalone ที่ทำงานได้ด้วยตัวเองและเป็นแบบ Add-on สำหรับเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้งานร่วมกับ Microsoft Edge ครับ

ตัวอย่างการใช้งานแอพต่างๆ

FB Messenger ใช้งานได้ง่ายเหมือนแชทบนมือถือ ส่งสติ๊กเกอร์ได้เช่นเดียวกัน

 

Spotify ในรูปแบบ App ใช้งานได้เต็มรูปแบบ (ดูแล้วแสดงผลได้ดีกว่าเวอร์ชั่น Web Player เสียด้วยซ้ำ) สามารถปรับขนาดหน้าต่าง App ได้แบบโปรแกรมปกติครับ

 

Facebook App (Mini Size)

Facebook App สามารถใช้งานได้เต็มรูปแบบครับ

 

Line App จะเป็นเวอร์ชั่นเดสก์ท็อป ที่สามารถล็อกอินด้วย QR Code หรือจะป้อนอีเมล์และพาสเวิร์ดก็ได้ครับ เหมาะสำหรับคนที่ไม่ชอบใช้งานไลน์บนสมาร์ทโฟนเพราะว่าพิมพ์ยาก ก็สามารถมาใช้งานแบบนี้ได้ครับ

********************

นี่ก็เป็นเพียงบางส่วนที่ผมรู้สึกได้จากการใช้งาน Windows 10 แล้วชอบจึงนำมาบอกเล่ากันครับ ในอนาคตอาจจะมีการรีวิวแอพที่น่าสนใจใน Microsoft Store ตามมาแน่นอนครับ สามารถติดตามกันได้ในบล็อกแห่งนี้นะครับ

Comments

comments

ใส่ความเห็น

%d bloggers like this: