ปัจจัยสำคัญในการทำ E-commerce ให้แข่งขันกับคู่แข่งได้

ดูซีรีย์ยอดฮิต

ปีนี้เรียกได้ว่าเป็นปีที่ผมแทบไม่ได้ไปแตะต้องงานด้าน E-commerce ของตัวเองเลยครับ เพราะว่ามีการสอบงานราชการต่างๆเข้ามาตลอด แถมเพิ่งเปลี่ยนโดเมนร้านมาเป็นอีกโดเมนหนึ่งให้เข้ากับชื่อร้าน (ซึ่งต้องไปแก้ไขใบทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ที่เทศบาลด้วย ไม่งั้นเจอค่าปรับ) ทำให้หน้าร้านจากเดิมที่เคยอยู่อันดับประมาณ 40 (ผมเคยขึ้นไปสูงสุดที่อันดับ 9 มั้ง แบบไม่ต้องพึ่ง Adword) ตอนนี้หล่นหายไปเลย เพราะ Backlink ที่สร้างไว้เปลี่ยนไปหมด  แต่ว่าในไตรมาสหน้า (4/2017) ผมจะกลับมาเดินหน้าทำระบบ e-Commerce ของตัวเองอีกครั้ง แบบที่เรียกว่าเริ่มต้นจาก 0 ก็ว่าได้ ก็เลยอยากแบ่งปันประสบการณ์การทำ e-Commerce กว่า 3 ปี (และบันทึกไว้เป็นความทรงจำในบล็อกนี้ด้วยครับ)กับหลักปัจจัยที่ทำให้ e-Commerce หรือหน้าร้านออนไลน์โดดเด่นพอที่จะสู้กับคู่แข่งได้

ปัจจัยสำคัญในการทำ E-commerce ให้แข่งขันกับคู่แข่งได้

จากประสบการณ์ทางด้านการตลาดสมัยทำงานที่บริษัทเดิม ประกอบกับการศึกษาเพิ่มเติมและการสังเกตุการณ์ต่างๆ ผมเลยขออนุญาตแนะนำคุณผู้อ่านตามประสบการณ์ที่ผมได้รับดังนี้ครับ

อันดับแรกลองคิดว่าเราเป็นลูกค้า ที่คิดจะหาซื้อสินค้าสักรายการหนึ่ง บนร้านค้าออนไลน์ เราจะเลือกสินค้าจากร้านไหนบ้างครับ อาทิ

  • ร้านออนไลน์ที่แบรนด์เป็นผู้ขายเอง พร้อมพนักงานที่สามารถตอบคำถามได้ผ่านทางช่องแชท
  • ห้างสรรพสินค้าออนไลน์ขนาดใหญ่ที่ให้ผู้ค้ามาร่วมขาย อาทิ Lazada, 11Street, Shoppee
  • ร้านค้าบน Facebook, Line, IG ที่คุยกับแม่ค้าได้โดยตรง
  • ร้านค้าที่ใช้ระบบเว็บสำเร็จรูป

ถ้าเป็นผม ผมคงจะเลือกข้อแรก ถึงแม้ว่าสินค้าอาจจะแพงกว่าข้อต่างๆ แต่เราก็แน่ใจได้ว่าเป็นสินค้าที่มาจากแบรนด์โดยตรง และมีการสนับสนุนที่ดีกว่า ดังนั้นข้อแรกของผมคือ ความน่าเชื่อถือกับบริการ ผมให้เป็นใจความสำคัญอันดับแรกครับ 

แต่พอมาเป็นเจ้าของร้านออนไลน์จริงๆผมพบว่าสิ่งสำคัญที่สุดของการขาย ไม่ใช่สินค้าหรือราคาที่ถูก  แต่เป็นวิธีการดึงคนเข้าร้านต่างหากที่สำคัญครับ  เพราะถึงสินค้าจะดีและมีราคาที่ถูกแค่ไหน แต่ถ้าลูกค้าหาเราไม่เจอนั่นคือจบครับ แม้ว่าร้านค้าออนไลน์จะได้เปรียบกว่าร้านค้าทั่วไปคือค่าเช่าที่ถูกกว่า เปิดขายได้ 24 ชม.ต่อวัน  365 วัน/ปี  แต่ข้อเสียเปรียบคือเราจะมีคู่แข่งบนโลกออนไลน์เยอะมากทั้งจากแบรนด์ใหญ่ และคู่แข่งอีกมากมายมหาศาล ถ้ามีงบมากก็พอจะซื้อ Google AdWord ให้ปรากฏในผลการค้นหาระยะต้นๆได้ แต่ถ้างบเรามีน้อยก็ต้องใช้ความพยายามด้าน S.E.O (Search Engine Optimization) แทนครับ

ผมก็เลยสรุปปัจจัยสำคัญที่ทำให้ร้านออนไลน์พออยู่ได้ดังต่อไปนี้ครับ

(ช่วงแรกอย่าเพิ่งประสบความสำเร็จด้านยอดขายเลยครับ  แค่ให้คนรู้จักและมีลูกค้าประจำก็เหนื่อยแล้ว)

  1. มีคนเข้าร้าน
  2. สินค้าตอบโจทย์ลูกค้า + มีกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน
  3. ราคาที่ลูกค้าและพ่อค้า/แม่ค้าพึงพอใจ
  4. ความน่าเชื่อถือ
  5. การจัดส่งสินค้า
  6. โปรโมชั่น

เอาละครับ  เดี๋ยวเรามาว่ากันทีละข้อเลยนะครับ

1.มีคนเข้าร้าน

ปัจจัยแรกสุดแต่สำคัญที่สุด ดูเหมือนจะไม่ยากนะครับ แต่พอลองทำจริงๆแล้วผมพบว่ามันยากกว่าที่คิด โดยเฉพาะถ้าสินค้าที่คุณกำลังวางขายอยู่นั้นไม่ใช่สินค้าทั่วไปแล้วล่ะก็ (สินค้าทั่วไปที่ได้รับความนิยมบนโลกออนไลน์ อาทิ เครื่องสำอางค์, อาหารเสริม, ขนม/ของทานเล่น, เสื้อผ้า และสินค้าแฟชั่น) คือ ถ้ามีคนเข้าร้านของเราถึงจะไม่ได้ซื้อในตอนนี้แต่อย่างน้อยผู้เข้าชมก็ได้รับทราบข้อมูลของสินค้าของเราไว้บ้าง แต่ถ้าไม่มีใครเข้ามาเลยก็จะไม่มีใครทราบถึงสินค้าของเรา ดังนั้นอันดับแรกเราต้องพยายามหาทางให้ลูกค้าเข้าถึงร้านค้าของเราก่อนครับ

โดยปกติแล้ว เวลาที่ผมจะหาซื้อสินค้าอะไรบางอย่างผมมักจะใช้ Google ในการค้นหาร้านค้าออนไลน์เป็นหลัก (นั่นคือเรามีความต้องการที่จะซื้อแน่นอนแล้วและกำลังหาข้อมูลเพิ่มเติม) กับอีกแบบคือเวลาที่เรายังไม่มีความต้องการซื้อแต่ก็จะได้เห็นสินค้าเจ๋งๆโผล่มาบนฟีดใน Facebook บ่อยๆ จนคิดว่าสักวันหนึ่งเราต้องซื้อของสิ่งนั้นนะ ผมเลยสรุปได้เป็นสองแบบครับ

 1. ลูกค้าค้นหาผ่าน Google นั่นหมายถึงลูกค้ามีความต้องการซื้อค่อนข้างมากเเล้ว ถ้าสินค้าที่เราวางขายอยู่เป็นสินค้าที่พอจะให้กำไรต่อหน่วยสูง เราก็อาจจะตัดกำไรที่เราได้รับบางส่วนออกไปเพื่อที่จะประมูล Key Word ใน Google AdWord ให้เราเป็นคำค้นหาต้นๆ  แต่ถ้างบเราน้อยหรือกำไรเรามันบางมาก อาจจะต้องใช้วิธี S.E.O เพื่อดันให้เว็บไซต์ร้านค้าออนไลน์ของเราถูกจัดอันดับที่ดีขึ้นครับ (เรื่อง S.E.O นั้นว่ากันยาวครับ  ขอยกไว้ในบทความหน้าล่ะกัน)

2. ลูกค้ายังไม่รู้ว่าต้องการ จนกว่าเราจะย้ำให้เขารู้สึก วิธีแบบนี้เห็นชัดๆก็คือพวก Home Shopping ที่โฆษณาทางทีวีครับ (ซึ่งผมชอบดูนวัตกรรมใหม่ๆอยู่เหมือนกันครับ) ในส่วนนี้เราอาจจะใช้วิธีการโฆษณาผ่าน Facebook หรือ IG ก็ได้ครับ เป็นการแนะนำสินค้า พร้อมรูปประกอบ ชี้ให้เห็นถึงประโยชน์ที่เค้าจะได้รับจากการใช้สินค้าของเรา ซึ่งการโฆษณาผ่าน Facebook นั้นสามารถกำหนดกลุ่มเป้าหมายได้ค่อนข้างตรงทั้งจาก อายุ เพศ ความสนใจ ภูมิลำเนา และค่าโฆษณาไม่สูงมากครับ

3. การเช่าพื้นที่โฆษณา จะคล้ายกับแบบที่ 2 ครับ ให้ผลในแง่ Brand Awareness คือให้ลูกค้ารู้จักกับแบรนด์สินค้า เป็นวิธีการสุดคลาสสิคทั้งในสื่อออฟไลน์ (นิตสาร,หนังสือพิมพ์, ป้ายโฆษณา) และสื่อออนไลน์ (Banner) ในการเช่าพื้นที่โฆษณาแบบออนไลน์บนเว็บไซต์(และแบนเนอร์นั้นก็จะลิงค์ไปยังเว็บไซต์ของเรา) ก็ควรเลือกเว็บไซต์ที่ผู้เข้าชมน่าจะเป็นกลุ่มเป้าหมายที่เราต้องการ อาทิ ถ้าเราขายเสื้อกีฬา เราก็ควรไปลงโฆษณาในเว็บไซต์ที่เกี่ยวกับกีฬา หรืออย่างบล็อกผมที่เขียนเกี่ยวกับเทคโนโลยีและซีรีย์ก็ได้ทางเว็บไซต์ผู้ให้บริการ Video on Demand อย่าง Doonee.com มาเป็นผู้ให้การสนับสนุนครับ

2.สินค้าตอบโจทย์ผู้บริโภค

สินค้าตอบโจทย์ผู้บริโภคคืออะไร คือสินค้าที่สามารถแก้ไขปัญหาต่างๆของเขาได้นั่นเองครับ อาทิ ลูกค้ารู้สึกฟันไม่สะอาด สิ่งที่ตอบโจทย์คือ ยาสีฟันและแปรงสีฟันนั่นเอง แต่สินค้าในโลกนี้มีหลายประเภท อาทิ สินค้าที่จำเป็นขาดไม่ได้ (Need) อาทิ ปัจจัย 4 – อาหาร, เครื่องนุ่งห่ม, ยารักษาโรค, ที่อยู่อาศัย และสินค้าที่ไม่จำเป็น(แต่มีก็ดี)(Want) อาทิ สมาร์ทโฟน, อินเทอร์เน็ต, เครื่องประดับ

ดังนั้นการจะขายสินค้าแต่ละอย่าง โดยเฉพาะสินค้าออนไลน์ที่ลูกค้าไม่ได้จับต้องด้วยตัวเอง อาศัยเพียงการดูรูป(และอาจมีการสอบถาม)เท่านั้น ควรจะต้องมีรายละเอียดของสินค้า อาทิ ความสูง, น้ำหนัก, วัสดุ รวมถึงสรรพคุณและการใช้งานร่วมด้วยครับ

3.ราคา

ราคาเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ลูกค้าเลือกซื้อหรือไม่ซื้อจากร้านค้าของเราครับ ซึ่งการตั้งราคานั้นก็มีหลายปัจจัย บางร้านเลือกทำราคาเท่ากับที่ขายปลีก หรือบางร้านเลือกที่ตั้งราคาต้นไว้สูงๆแล้วทำการลดราคาลงให้ดูเหมือนว่าสินค้ามีราคาถูก บางร้านอาจจะตั้งราคาไว้ต่ำ เพราะแยกราคาค่าขนส่งไว้ต่างหาก  ส่วนบางร้านอาจจะดูตั้งราคาสูงแต่พอดูเงื่อนไขก็พบว่าส่งฟรี (ที่ทำให้ราคาสูงเพราะว่ามีการรวมค่าขนส่งไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้วครับ)

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นการตั้งราคาของแต่ละร้านถือว่าเป็นกลยุทธ์ทางการตลาด ลองปรับให้เหมาะสมกับสินค้าของเราดูครับ ถ้าเป็นสินค้าที่เราทำขึ้นมาเองและไม่ซ้ำใครก็สามารถตั้งราคาได้เองตามความเหมาะสมครับ

4.ความน่าเชื่อถือ

ความน่าเชื่อถือเป็นอีกสิ่งที่ทำให้ลูกค้าตัดใจเลือกซื้อของจากร้านของเราหรือไม่ อย่างตัวผมที่เปิดร้านกับ LnwShop นั้นก็จดทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ และลงทะเบียนระดับสูงสุดกับระบบ LnwShop และเลือกใช้ตัวกลางการจ่ายเงินอย่าง LnwPay มีระบบคืนสินค้าใน 7 วันกรณีสินค้าเสียหายหรือไม่พอใจ ก็ช่วยเพิ่มน่าเชื่อถือได้ในระดับหนึ่งว่าร้านเราไม่โกง สามารถตามตัวได้ แต่ถ้าจะให้ดีกว่านั้นควรจะมีรีวิวของลูกค้าที่เคยใช้บริการด้วย  ยิ่งมีรีวิวมากยิ่งทำให้มีความน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้นครับ

5.การจัดส่ง

ปัจจุบันนี้การจัดส่งสินค้าก็เป็นอีกหนึ่งในปัจจัยที่ลูกค้าพิจารณาเช่นเดียวกันครับ  บางร้านก็มีโปรโมชั่นส่งฟรีเมื่อซื้อครบ XXX บาท หรือบางร้านก็ส่งฟรีทุกรายการ(เพราะสามารถบวกค่าขนส่งไปกับสินค้าได้เลย-แต่เหมาะกับสินค้าที่มีราคาค่อนข้างสูงในระดับหลักร้อยขึ้นไปนะครับ) ซึ่งนอกจากจะจัดส่งผ่านไปรษณีย์ไทยแล้ว การขนส่งผ่านบริการเอกชนก็ได้รับความนิยมมากเช่นเดียวกันครับ ทั้งนี้การแพ็คสินค้าให้ถึงมือลูกค้าโดยปลอดภัยไม่แตกหักเสียหายระหว่างทาง ก็มีส่วนช่วยให้ลูกค้าเกิดความประทับใจและสั่งซื้อสินค้าเราซ้ำได้บ่อยๆด้วยเช่นเดียวกันครับ

6.โปรโมชั่นต้องมี

โปรโมชั่นจัดว่าเป็นอีกสิ่งในการส่งเสริมการขายที่ช่วยกระตุ้นยอดขายให้ได้อย่างดี ซึ่งทางร้านก็ควรจะมีโปรโมชั่นออกมาเป็นระยะๆเพื่อกระตุ้นยอดจำหน่ายของร้านโดยใช้หลัก ลด(ราคา), แลก(ซื้อ),แจก(สินค้าทดลองใช้), แถม(สินค้าที่เกี่ยวข้อง) หรืออาจจะจัดตามเทศกาลอาทิ คริสต์มาสต์, ตรุษจีน, ปีใหม่ โดยกำหนดช่วงระยะเวลาในการจัดโปรและเงื่อนไข ประกาศลงหน้า Landing Page และ Facebook Page ให้ลูกค้าทราบ หรืออาจซื้อ Ad Facebook เพื่อแจ้งให้ลูกค้าทราบได้เช่นเดียวกันครับ

และนี่ก็เป็นหลักการตลาดง่ายๆสำหรับพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์มือใหม่ที่ผมอยากนำเอาประสบการณ์มาแชร์กันครับ

และเตรียมพบกับร้านขายของแต่งบ้านออนไลน์โฉมใหม่ ได้เร็วๆนี้ที่

www.DecorLike.com

 

 

 

 

Comments

comments

ใส่ความเห็น

ปิดโหมดสีเทา
%d bloggers like this: