Resident Evil 7 การกลับคืนสู่สิ่งที่ RE ควรจะเป็น (มีสปอยล์)

ดูนี่ ชวนเข้าครัว  เปิดวาไรตี้ทำอาหาร

ถ้าจะให้เอ่ยถึงชื่อเกมในดวงใจแล้ว เกมแรกที่ผมคิดถึงต้องเป็น Biohazard หรือ Resident Evil นี่แหละครับ เพราะเป็นเกมที่มีโอกาสได้สัมผัสมาตั้งแต่สมัยเรียนอยู่ ป.5 และหมดเงินกับการไปนั่งเล่นเกมนี้ในร้านเกมน่าจะหลายร้อยบาท เล่นจบมาทั้งภาค 2, 3, 4, 5, 6, Operation : Raccoon City, Gun Survivor 1 และ 4 รวมทั้ง Revelations ด้วย แต่ก็ยังมีอีกหลายภาคที่ยังเล่นไม่จบหรือยังไม่มีโอกาสได้เล่น แต่กระนั้นผมเองก็ยังคงติดตามเนื้อหาของเกมนี้มาตลอดและยังอดทึ่งในการปูเนื้อเรื่องและการผูกบทที่ดีจนทำให้บางครั้งก็อินจนบางทีก็นึกว่า Raccoon City นี้มีอยู่จริง หลังจากที่สร้างภาคต่อมานับสิบๆภาคจากเหตุการณ์แรกๆจนถึงตอนนี้หลายๆคนก็น่าจะได้เล่นเกม Resident Evil ภาคล่าสุดก็เป็นที่เรียบร้อยแล้ว (หรือบางคนที่ไม่ได้เล่นก็ดูแคสเตอร์เล่นจนจบเเล้วเช่นกัน) ดังนั้นในบล็อกนี้เราจะมาพูดคุยถึงประเด็นต่างๆในเกมนี้กันนะครับ…….ป.ล.เนื้อหามีการสปอยล์บางส่วน หากยังเล่นไม่จบควรหลีกเลี่ยงการอ่านบทความนี้นะครับ

 Resident Evil 7 การกลับคืนสู่สิ่งที่ RE ควรจะเป็น (มีสปอยล์)

สำหรับเกมภาคนี้ในตอนที่มีการปล่อยเดโมมาก็มีทั้งคนที่รักและคนที่เกลียด เพราะว่ามีการเปลี่ยนแปลงหลายๆอย่างเป็นอย่างมาก อาทิ รูปแบบการเล่นที่เปลี่ยนจาก มุมมองบุคคลที่สาม (TPS) จากรูปแบบมุมกล้องวงจรปิด (RE 0 – Code: Veronica) สู่มุมมองที่มองข้ามหัวไหล่ แบบใน RE 4 – 6 ที่เน้นความเป็นเกมแอ็คชั่นขึ้นจากศัตรูที่เปลี่ยนจากซอมบี้มาเป็นผู้ที่ติดเชื้อปรสิตที่ฉลาดขึ้นและเคลื่อนไหวได้เร็วกว่าเมื่อเทียบกับซอมบี้ ก็ทำให้ผู้เล่นสามารถที่จะเลือกเล็งยิงยังจุดต่างๆได้ ไม่ได้เป็นแค่ 3 ระยะ (หัว-ลำตัว-ขา)เหมือนฉบับ Classic แล้ว แต่ในภาคที่ 7 นี้ก็มีการเปลี่ยนรูปแบบใหม่ให้กลายเป็นมุมมองบุคคลที่ 1 (FPS) ที่ทำให้เราได้มีความรู้สึกว่าเราเป็นตัวละครผู้โชคร้าย ที่ต้องพยายามเอาตัวรอดจากบ้านสยองหลังนี้ให้ได้ แต่ข้อเสียของมุมกล้องแบบนี้คือเราแทบจะไม่ได้เห็นว่าหน้าตาเราเป็นเช่นไรเลย แต่ก็ได้ข้อดีตรงที่เราจะสามารถสัมผัสกับความน่ากลัวได้มากกว่าเดิม เพราะมุมมองการมองเห็นที่จำกัดนั่นเอง เสียงที่เกิดขึ้นรอบตัวก็ทำให้เราต้องหมั่นหันกลับไปมองว่ามีอะไรย่องตามหลังมาบ้างหรือเปล่า ซึ่งถ้าเทียบกับภาค 4 – 6 แล้ว ผมให้ความน่ากลัวนี่เพิ่มขึ้นถึงประมาณ 50% เลยล่ะครับ

สิ่งหนึ่งที่ผมชอบใจมากๆเพราะว่าในตัวเกมได้เคารพสิ่งที่ผู้สร้างคือคุณชินจิ มิคามิ ผู้ให้กำเนิดซีรีย์นี้อยากจะทำคือการให้ RE เป็นเกมในมุมมองบุคคลที่ 1 (FPS) หากแต่สมัยนั้นศักยภาพของ PlayStation ยังไม่สามารถทำได้ จึงออกมาเป็นเกมอย่างที่เราเห็นนั่นเองครับ และหากสักเกตุดูดีๆจะเห็นว่าเกมในภาคนี้จะเอาจุดดีของภาคก่อนกลับเข้ามาใช้ใหม่ จนผมเรียกว่าสิ่งที่ RE ควรจะเป็นนี่แหละครับ

1.กล่องสี่มิติที่เก็บไอเท็ม

ระบบกล่องเก็บของนี้เป็นเสน่ห์อีกอย่างหนึ่งของเกมนี้ เพราะว่าในแต่ละภาคจะเต็มไปด้วยการแก้ปริศนาเพื่อหาทางไปต่อ และด้วยช่องเก็บของที่เราสามารถพกได้อย่างจำกัด จึงทำให้เราต้องนำไอเท็มบางส่วนไปฝากไว้ในกล่องเก็บของเหล่านี้ ซึ่งความพิเศษของมันคือ มันสามารถเชื่อมต่อกับกล่องอันอื่นได้ เสมือนว่าวัตถุที่อยู่ข้างในนั้นถูกเก็บอยู่ในมิติที่ 4 แบบกระเป๋าของโดเรม่อนนั่นแหละครับ (และกล่องนี้ก็หายไปตั้งแต่ RE 4 เป็นต้นมา)

 

2.ไอเท็มที่พกพาได้จำกัด

จำนวนช่องที่สามารถพกพาไอเท็มและอาวุธได้ในจำนวนที่จำกัด ที่น่าจะมีทั้งคนที่รักและคนที่เกลียดระบบนี้ เพราะว่าเวลาเล่นจะต้องคิดคำนวณอย่างดีว่าจะถืออาวุธไปกี่ชิ้นดี กระสุนเท่าไร ไอเท็มฟื้นพลังควรเอาไปเยอะมั๊ย คีย์ไอเท็มบางชนิดได้มาอาจไม่จำเป็นต้องใช้ตอนนี้ นี่ทำให้เราต้องคิดวางแผนให้ดี ไม่งั้นเวลาจะใช้ขึ้นมาต้องได้วิ่งไปหากล่องสี่มิติอีกรอบ แต่แม้ว่าช่องเก็บของจะมีจำนวนจำกีดแต่เราก็ยังสามารถที่จะขยายพื้นที่เก็บของขึ้นมาได้จากการเก็บไอเท็มกระเป๋าสะพายที่ซ่อนอยู่ในภายเกม ซึ่งจะช่วยให้เราบรรจุสัมภาระติดตัวได้มากขึ้น (ไอเดียนี้มาจากภาค 2 ครับ)

กระเป๋าที่ช่วยเพิ่มพื้นที่เก็บของให้มากขึ้น

3.ศัตรูสุดตื้อ

ถ้าเอ่ยถึงมาสคอตตัวหนึ่งของเกมตระกูลนี้นอกจากเหล่าตัวเอกแล้ว ตัวร้ายระดับบอสที่น่าสนจำที่สุดก็น่าจะเป็น Nemesis จอมตื้อที่โผล่ออกมาเป็นบอสในภาคที่ 3 นี่แหละครับ ซึ่งในภาคสามนั้น จิล วาเลนไทน์ จะต้องคอยรับมือกับเนเมซิส B.O.W ที่พัฒนามาจาก ไทแรนท์ ซึ่งถูกส่งมาปิดปากสมาชิกหน่วย S.T.A.R.S ที่หลงเหลืออยู่ในเมืองแรคคูนซิตี้  ส่วนในภาค 7 นี้เราจะต้องรับมือกับเหล่าสมาชิกครอบครัวเบเกอร์สุดแสนโรคจิตอย่าง ลุงแจ็ค และป้ามากาเรต ที่คอยออกมาหลอกหลอนตามตื้อเราอยู่บ่อยๆ และถึงแม้เราจะยิงลุงๆและป้าจนล้มไปนอนนับดาวแล้ว แต่เขาก็ยังขยันขึ้นมาไล่ล่าเราอย่างไม่เกรงกลัวลูกกระสุนปืน แถมยังมีพลังขนาดที่สามารถพังกำแพงมาดักหน้าได้สบายๆ ทั้งน่ากลัวและน่ารำคาญไปในคราวเดียวกันจริงๆ

ส่วนศัตรูทั่วไปที่มาแทนซอมบี้หรือคนติดปรสิตก็จะเป็นเหล่า MOLDED ที่มีพื้นฐานมาจากเหล่าบุคคลที่หายสาบสูญเนื่องจากถูกครอบครัวเบเกอร์ลักพาตัวมาทรมาน กลายเป็นอาหารเย็น บางส่วนก็จะติดเชื้อไวรัส E-series จาก Eveline และกลายมาเป็นเหล่ามอนสเตอร์สีดำที่น่าขยะแขยงเหล่านี้ครับ

 

4.สู้ก็ได้หนีก็ดี

แม้ว่าเกมนี้จะเป็นแนว Survivor Horror ออกจะได้กลิ่นอายแบบ Outlast ไปสักหน่อย แต่ก็ยังดีที่เกมนี้ยังเปิดโอกาสให้เราสามารถสู้กลับได้ ไม่จำเป็นต้องวิ่งหนีหลบในตู้อย่างเดียวแล้ว ส่วนการต่อสู้ก็มีทั้งระยะประชิด คือการใช้มีด และเลื่อยยนต์ ส่วนอาวุธระยะไกลก็จะเป็นปืน ที่มีทั้ง ปืนพก, ลูกซอง, ปืนพ่นไฟ, ปืนยิงลูกระเบิด (Grenade launcher) และปืน .44 แมกนั่ม ตามแบบที่เรซิเด้นท์อีวิ้ลควรจะมี ส่วนกระสุนสามารุหาเก็บได้จากมุมต่างๆรวมทั้งลังไม้ในเกม แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจำเป็นต้องยิงศัตรูทุกตัวที่ขวางหน้านะครับ เพราะในบางจังหวะเราอาจจะปล่อยศัตรู (พวก MOLD) ไว้แล้ววิ่งหนีเอา (พวกนี้ไม่สามารถเปิดประตูเองได้ แค่นี้เข้าไปอีกห้องที่มีประตูมันก็ตามมาไม่ได้แล้ว) หรือว่าจะจัดการมันให้สิ้นซากเพื่อความสะดวกในการเดินทางคราวหน้าก็ตามสะดวกครับ

Run or Fight!

5.เรื่องราวของไวรัส E-Series

แม้ว่าองค์กร Umbrella และ Neo-Umbrella (ภาค 6) จะล่มสลายไปแล้ว แต่ดูเหมือนว่าจะยังมีองค์กรอื่นๆที่กำลังทำการทดลองอาวุธชีวภาพอยู่เช่นกัน และ Eveline(รหัส E-001) ก็เป็นหนึ่งในนั้น แม้ว่าชื่อองค์กรที่ทาง Mia สังกัดอยู่จะยังไม่มีการเปิดเผย แต่ก็คิดว่าคงไม่ใช่ฝั่งของรัฐบาลแน่ๆ และตอนท้ายเครดิตยังมีเฮลิคอปเตอร์ขององค์กร Umbrella (แต่โลโก้ใหม่) ปรากฏออกมาอีกยิ่งทำให้เรื่องนี้ดูลึกลับเข้าไปทุกที

สำหรับไวรัส E-Series นั้นโดยสรุปจะเป็นเชื้อไวรัสที่มีพื้นฐานมาจากเห็ดรา ทำให้โฮสต์(ในที่นี้คือ Eveline มีความสามารถในการสร้างเส้นใย และพลังจิตในการควบคุมเหล่าครอบครัวเบเกอร์) รวมทั้งยังสามารถเปลี่ยนผู้ติดเชื้อให้กลายเป็น B.O.W ที่มีชื่อว่า MOLDED ได้ด้วย ส่วนเรื่องของไวรัสนี้จะเอาไว้พูดกันอีกทีในกระทู้ที่เกี่ยวข้องกับไวรัสในเกม Resident Evil นะครับ

6.น้ำมนต์ฟื้นพลัง

ถ้าในภาคแรกเรามีสเปรย์ First Aid ที่สามารถรักษาได้ทุกโรคไม่ว่าจะบาดเจ็บขนาดไหน ในภาคนี้เราก็มีแอลกอฮอล์ผสมน้ำมนต์ในการรักษาแผลขั้นเทพเช่นกันครับ สืบเนื่องจากในภาคนี้(ตัวเอก) อีธาน ที่ออกตามหาภรรยาได้ติดเชื้อไวรัส E-Series จาก Eveline เข้าไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทำให้ร่างกายของอีธานสามารถที่จะฟื้นฟูได้หากมีการใช้ยาสูตรพิเศษนั่นเอง ………ซึ่งถ้าไม่ติดเชื้อนี่คงจะตายเพราะเลือดออกหมดตัวจากการโดนตัดแขนตั้งแต่แรกนั่นแหละครับ

เจ็บแค่ไหนก็หายได้ด้วยน้ำมนต์

7.การเล่าเรื่องแบบเดิมและแบบใหม่

รูปแบบการเล่าเรื่องของ Resident Evil ในเกมนั้นมีอยู่สองแบบคือ 1.การเล่าเรื่องผ่านเหตุการณ์ที่ตัวละครหลักได้พบเจอ และ 2.การเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นผ่านไดอารี่, ไฟล์ต่างๆ ให้ผู้เล่นได้ปะติดปะต่อข้อความเหล่านั้นจนสามารถเข้าใจเหตุการณ์ได้ (อาจจะไม่ทั้งหมด แต่น่าจะเห็นเหตุการณ์คร่าวๆได้) ซึ่งในยุคคลาสสิกนั้นเราจะได้อ่านบันทึกต่างๆของเหล่าตัวละครที่โชคร้ายจำนวนมาก แต่พอมาภาค 6 ผมว่าการเล่าเรื่องผ่านไฟล์และไดอารี่ต่างๆนี่ลดลงไปเยอะครับ พอได้มาเห็นในภาค 7 ที่มีเบาะแสต่างๆทิ้งไว้มากมาย เลยถือว่าเป็นนิมิตรหมายที่ดีที่จะได้เห็นการเล่าเรื่องแบบเดิมกลับคืนมา

8.ระบบการต่อสู้

ระบบการต่อสู้ภาคนี้เปลี่ยนจาก TPS มาเป็น FPS ทำให้ได้มุมมองที่แปลกไปพอสมควร (ซึ่งจะว่าไปแล้วแนว FPS นั้นมีมาตั้งแต่ภาคสปินออฟอย่าง Gun Survivor แล้วล่ะครับ แต่ว่าเกมในตอนนั้นยังไม่หลอนเท่าที่ควรและออกไปในแนวชู้ตติ้งเสียมากกว่า) สำหรับภาคนี้การเล็งยิงอะไรก็จะต้องใช้ความแม่นยำในการเล็งด้วย รวมทั้งสิ่งที่ถูกเพิ่มขึ้นมาในภาคนี้คือระบบการ์ด ซึ่งจะช่วยลดความเสียหายที่เราได้รับจากการถูกโจมตีได้ระดับหนึ่ง และมีช็อตคัทในการสลับอาวุธทำให้สามารถเปลี่ยนอาวุธปืนได้ทันทีแบบเรียลไทม์ไม่ต้องเปิดหน้าเมนูเพื่อที่จะเปลี่ยนอาวุธเหมือนเมื่อก่อนแล้ว และยังมีระบบ Instant Healer กดปุ่มเดียวเพื่อรักษาตัวด้วย ซึ่งผมมองว่ามันเหมาะกับแนว FPS แบบนี้เหมือนกันนะครับ

มีดในภาคนี้สามารถใช้ในการต่อสู้ระยะประชิดได้เป็นอย่างดี ถึงจะเป็นแค่มีดพกก็เถอะนะ

9.บ้านเปี่ยมปริศนา

นับตั้งแต่ที่เราได้เล่นเรซซิเด้นท์ อีวิล ในภาคแรกเป็นต้นมา เราจะได้เจอกับคฤหาสถ์ที่เต็มไปด้วยปริศนา จนน่าสงสัยว่าปกติแล้วนักวิจัยเหล่านี้เวลามันจะไปแต่ละห้องนี่ต้องวิ้งอ้อมบ้านเพื่อไขปริศนาหาหนทางไปต่อด้วยหรือเปล่า แต่ก็อย่างว่านี่คือปริศนาที่เป็นเสน่ห์ของเกมนี้ครับ และในภาคที่ 7 นี้เราก็ยังต้องวิ้งเข้าห้องโน้นออกห้องนี้เพื่อที่จะแก้ปริศนาหาทางไปต่อเช่นเคย

 

10.ปริศนาที่เหลือทิ้งไว้

แม้ว่าตัวเกมหลักจะจบลงไปแล้ว แต่ก็ยังคงมีปริศนาอีกหลายๆอย่างที่รอการค้นหา (ซึ่งอาจตามมาในรูปแบบ DLC) อาทิ เรดฟิลด์ ที่นั่งฮอมานั้นเป็นใครกันแน่, โซอี้ จะเป็นเช่นไรต่อไป , ลูคัสหายไปไหน ป้ามากาเร็ตตายจริงหรือเปล่า องค์กรที่มีอาสังกัดคืออะไรใช่อัมเบลลาหรือเปล่า ทำไมโลโก้อัมเบลล่าถึงเปลี่ยนไป นี่เป็นอีกหลายๆปริศนาที่ยังรอคอยการไขปริศนา(หรือรอ DLC)


ความคิดเห็นของบล็อกเกอร์

แม้ว่าเกม Resident Evil 7 นี้จะเป็นการพลิกรูปแบบเกม Resident Evil จากแนว Action ที่สามารถสร้างยอดขายได้มาก มาสู่จุดดั้งเดิมเหมือนที่ RE ควรจะเป็น (แต่ผมว่ามันมีบางส่วนที่เหมือน F.E.A.R. อยู่เหมือนกันนะ แต่ไม่แหวะเท่า) ถ้ายอดขายไปได้สวย ก็ไม่แน่ว่าเราอาจจะได้เล่นภาค 8, 9 ในรูปแบบ FPS อย่างนี้อีกก็ได้ครับ

ส่วนตัวผมก็ค่อนข้างชอบใจ แต่อยากให้มีโหมด TPS ให้เล่นบ้างน่าจะดีไม่น้อย (เกมเดิมแต่รูปแบบเป็น TPS แบบภาค 6 ) อย่างน้อยจะได้เห็นหน้า Ethan ว่าเป็นอย่างไร

Comments

comments

ของแต่งบ้านที่คุณต้องไลค์

ใส่ความเห็น

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.