[My First Time] บันทึกประสบการณ์ขึ้นรถไฟตู้นอนสายอุตราวิถี ลำปาง-กรุงเทพครั้งแรก

ดูซีรีส์ออนไลน์ Scream Queens หวีดสยองต้องเริ่ด

My First Time เป็นหัวข้อบล็อกในแบบไดอารี่ที่บันทึกเกี่ยวกับสิ่งต่างๆที่เคยทำ/เคยลองครั้งแรก (ซึ่งมันจะน่าตื่นเต้นเสมอ) กับประสบการณ์แปลกใหม่ ซึ่งหัวข้อแรกในบล็อกย่อยนี้จะเป็นบันทึกประสบการณ์การเดินทางด้วยรถไฟตู้นอนครั้งแรก และการเดินทางกลับด้วยเครื่องบินของสายการบินบางกอกแอร์เวย์เมื่อปลายเดือนที่ผ่านมาครับ

[My First Time] บันทึกประสบการณ์ขึ้นรถไฟตู้นอนสายอุตราวิถี ลำปาง-กรุงเทพครั้งแรก

เมื่อปลายเดือนที่แล้ว ผมมีโอกาสได้ไปงานรับปริญญาลูกพี่ลูกน้องที่กรุงเทพ ซึ่งเราไปร่วมแสดงความยินดีกันทั้งครอบครัว ตอนแรกก็กะว่าจะขับรถไปกันแต่พอคิดๆแล้วค่าใช้จ่ายไม่น่าจะห่างจากการเดินทางรูปแบบอื่นเสียเท่าไหร่ แถมคุณพ่อ-คุณแม่ก็อยากลองนั่งรถไฟตู้นอนชั้น 1 ของขบวนอุตราวิถี เส้นทางเชียงใหม่-กรุงเทพ ด้วย ซึ่งก็เลยตัดสินใจกันว่าคุณพ่อ-คุณแม่จะนั่งรถไฟตู้นอนชั้น 1 ส่วนผมก็นอนเตียงล่างตู้นอนชั้น 2 ไป แล้วไปลงที่สถานีบางเขนเพื่อจะเดินอีกไม่ไกลก็ถึง ม.เกษตรศาสตร์ บางเขน ซึ่งการจองนั้นก็สามารถจองได้ผ่านทางอินเทอร์เน็ต แต่ถ้าจองระยะเวลากระชั้นอาจมีโอกาสเต็มสูงนะครับ หากอยากจะจองควรสำรองที่นั่งล่วงหน้านานๆหน่อยนะครับ สำหรับบล็อกนี้จะไม่ค่อยมีรูปภาพเท่าไหร่นะครับ โดยเฉพาะช่วงการเดินทางกลับ แบตหมดนี่เก็บใส่กระเป๋ายาวๆแล้วใช้สายตาจดจำภาพเอาแทน 🙂

ครอบครัวเรารอขึ้นรถไฟที่สถานีลำปางครับ โดยรถจะแล่นออกจากต้นทางที่เชียงใหม่ มาถึงลำปางก็ประมาณ 2 ทุ่มกว่าโน่นแล้ว นี่เป็นครั้งแรกเลยที่ผมได้นั่งรถไฟตู้นอน ก่อนหน้านั้นสมัยเรียนมหาลัยก็เคยนั่งรถไฟชั้น 3 ไปลงที่สถานีดอยขุนตาล 2 รอบ ตอนเรียนมัธยมก็เคยนั่งรถไฟทั้งชั้น 1 และชั้น 2 ไป-กลับกรุงเทพบ่อยๆเหมือนกัน แต่รู้สึกว่าน่าเบื่อมาก เพราะระยะเวลาจะนานกว่านั่งรถทัวร์เสียอีก แต่ตอนนั้นมันน่าตื่นตาตื่นใจตรงที่มีของกินขึ้นมาขายบนขบวนรถเกือบตลอดทาง พอจบมาหลังๆนี่นั่งแต่รถทัวร์อย่างนครชัยแอร์/สมบัติทัวร์ เพราะเร็วกว่า สบายกว่า มีของว่างหรืออาหารบริการระหว่างการเดินทาง และที่สำคัญราคายังถูกกว่าด้วยครับ ดังนั้นนี่น่าจะเป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปีที่ผมได้ขึ้นรถไฟอีกครั้ง พอได้เวลารถก็มาเทียบที่ชานชาลา รถไฟเป็นรถตู้ใหม่ที่ดูทันสมัยครับ มีจอดิจิตอลแสดงหมายเลขโบกี้ข้างรถ บันไดพับได้ รถเป็นตู้แอร์ตลอดทั้งคัน มีตู้เสบียงอยู่ตรงกลาง

 

ความรู้สึกแรกที่ขึ้นไปคือกลิ่นสะอาดครับ แอร์เย็นประมาณ 22 – 25 องศา ไม่หนาวและไม่ร้อนเกินไป มีเจ้าหน้าที่ขยันเดินมาถูพื้นทางเดินบ่อยๆ พอดีที่ผมไปถึงนั้นเจ้าหน้าที่เค้าปูเตียงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สามารถนอนได้เลยครับ (เตียงบนมีคนนอนไปแล้ว) รองเท้าสามารถถอดไว้ใต้เตียง ส่วนกระเป๋าเดินทางสามารถยัดไว้ใต้เตียง แต่ของผมใบไม่ใหญ่มากเลยเลือกเอาไปวางไว้ที่ปลายเท้าแทนครับ

ที่นอนจะกางมาจากเบาะที่นั่งขนาด 2 ที่นั่ง (น่าจะกว้างประมาณ 3.5 – 4 ฟุต) สามารถนอนพลิกไปพลิกมาได้อยู่ ส่วนความยาวก็น่าจะประมาณ 180 ซม. (ผมลองนอนแล้วเหยียดเท้าติดผนังพอดี) และมีเบาะรองอีกชิ้นหนึ่งเพื่อเพิ่มความนุ่ม มีหมอนและผ้าห่มให้อีก 1 ผืนที่ไม่หนาเท่าไหร่ ผ้าม่านไม่ค่อยกรองแสงเท่าไหร่นะครับ พอปิดแล้วก็ยังมีแสงลอดมาอยู่พอควร ดังนั้นใครที่ติดนอนมืดๆควรจะพกผ้าปิดตาไปด้วยนะครับ ส่วนใครที่นอนดิ้นแล้วกลัวว่าจะตกเตียงก็ไม่ต้องกลัวนะครับ เพราะว่ามันมีตัวกั้นทั่งบนหัวเตียงและใต้เตียงอยู่

บริเวณด้านข้างติดหน้าต่างจะมีโต๊ะพับ(ที่ตอดนนี้เปิดไม่ได้นะ มันติดเตียง)มีขวดน้ำตั้งไว้ 1 ขวดเล็ก (ไม่พอไปซื้อที่ตู้เสบียง) บริเวณหัวเตียงจะมีปลั๊กสำหรับชาร์จแบต , ไฟอ่านหนังสือ และช่องตาข่ายเอาไว้ใส่สมาร์ทโฟนระหว่างชาร์จ (อันนี้ดี ไปถึงที่หมายแบตก็ยังเต็ม) สามารถนั้งเหยียดพิงผนังดูวิวหรือว่าอ่านหนังสือได้ (นึกว่าจะแคบกว่านี้เสียอีก) หลังเก็บเสร็จผมก็เดินไปหาอะไรกินที่ตู้เสบียงครับ โดยระหว่างโบกี้จะต้องกดปุ่มเพื่อเปิดประตูนะครับ และจะมีเจ้าหน้าที่ประจำโบกี้ประจำตรงทางเข้า/ออกอยู่ เผื่อต้องการความช่วยเหลืออะไร

ตู้เสบียง

ตู้เสบียงเป็นตู้จำหน่ายอาหารบนขบวนรถไฟ ซึ่งรถไฟจะต่างจากรถทัวร์ตรงอาหารนี่แหละครับ  ถ้าเรานั่งรถทัวร์ค่าตั๋วที่เราจ่ายไปจะรวมถึง อาหารว่างตอนขึ้นรถ, อาหารรอบเที่ยงคืน(ข้าวกล่องหรืออาหารตามจุดพักรถ), กาแฟ+ผ้าเย็น เวลาลงรถ หรือบางผู้ให้บริการก็ยังมีชัตเตอร์บัสไปส่งถึงสถานีรถไฟฟ้าด้วย แต่ของรถไฟนี่เราจะได้แค่น้ำเปล่า 1 ขวดครับ และราคาอาหารในตู้เสบียงจะราคาค่อนข้างสูง ดังนั้นถ้าอยากประหยัดควรทานอาหารให้เรียบร้อยก่อนขึ้นรถไฟจะดีกว่าครับ แต่ไหนๆก็ไหนๆแล้ว มีโอกาสขึ้นรถไฟทั้งทีจะไม่รีวิวตู้เสบียงคงไม่ได้ ผมเลยพาร่างตัวเองมายังตู้เสบียงแห่งนี้ ภายในตู้สเบียงจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือส่วนปรุงอาหาร และส่วนนั่งรับประทานอาหาร โดยจะเป็นโต๊ะ 4 ที่นั่ง มีประมาณ 6 โต๊ะมั้ง(ลืมนับ แต่กะด้วยสายตาคร่าวๆ) และมีตู้แช่จำหน่ายเครื่องดื่มและชั้นขายขนม, มาม่าด้วยครับ

พอเรามานั่งที่โต๊ะก็จะมีคนเอาเมนูมาให้ เราก็สั่งไป ตอนที่ผมสั่งอยากทานข้าวกล่องเค้าบอกว่าไม่มี เลยต้องสั่งอาหารชุดมาแทน (ราคา 1XX บาท) รอสักพักนึงเค้าก็มาเสิร์ฟในถาดหลุมพลาสติก ประกอบด้วย ข้าวสวย, ผััดกระเพราไก่, ต้มจืด, น้ำส้มเทียม, คุ้กกี้ รสชาติอาหาร ผมว่าพอกินได้ครับไม่อร่อยมากแต่ก็ไม่แย่ (รสชาติประมาณกระเพราไก่ของ 7-Eleven นั่นแหละออกหวานๆไม่เผ็ด,ไม่ฉุน) แต่ข้าวแข็งไปหน่อย(น่าจะไม่หน่อยนะ ทำให้ผมคิดถึงตอนกินข้าวในโรงเลี้ยงตอนเป็นทหารเลย) ซุปนี่อร่อยครับ ต้องเอาไปราดข้าวนี่เข้ากันเลย ทานเสร็จก็เรียกเค้ามาเก็บเงินหรือจะเดินไปจ่ายที่เค้าท์เตอร์ก็ได้ครับ ส่วนถาดหลุดก็เอาไปทิ้งที่ถังขยะในตู้เสบียงนั่นแหละครับ โดยห้องเสบียงจะเปิดเวลา 05.00 – 22.00 น. นะครับ

ก่อนเดินเข้าตู้นอนแวะดูห้องน้ำหน่อย ห้องน้ำนี่เป็นห้องน้ำรวมนะครับ แต่ว่ามีห้องสำหรับฉี่ของผู้ชายด้วย ระบบส้วมของที่นี่เป็นระบบสูญญากาศ ไม่ปล่อยตามยถากรรมเหมือนแต่ก่อนแล้ว ห้องน้ำสะอาดดีไม่มีกลิ่นเหม็นเลยครับ (น่าจะเพราะผู้ใช้ช่วยกันรักษาความสะอาด+แม่บ้านขยันทำงานนี่แหละ) เวลาเราใช้ห้องน้ำมันจะมีไฟแจ้งเตือนตรงจอมอนิเตอร์ในโบกี้ด้วยนะครับว่าห้องน้ำตอนนี้ว่าง/ไม่ว่าง ในตู้นอนชั้น 2 ไม่มีห้องอาบน้ำนะครับ ห้องอาบน้ำจะมีในตู้นอนชั้น 1 เท่านั้น

อันหนึ่งที่อยากชมคือหน้าจอมอนิเตอร์ที่ติดตรงทางเข้าออก และระหว่างโบกี้ให้เราได้ตรวจสอบได้ว่าขณะนี้รถไฟอยู่ตรงไหนแล้ว สถานีถัดไปคืออะไร ถึงเวลาเมื่อไหร่ โดยข้อมูลนี้เป็นแบบเรียลไทม์ ใช้งานร่วมกับ GPS ครับ  อ้อ….ไฟทางเดินเปิดไว้ตลอดคืนนะครับ

 

ยามเช้าประมาณตี 5 เจ้าหน้าที่จะเดินมาปลุกเราให้เตรียมตัวเก็บที่นอน ถ้าใครพร้อมก็บอกเจ้าหน้าหน้าได้เลยครับ แต่ต้องพร้อมทั้งเตียงบนและล่างถึงจะเก็บได้นะครับ ระหว่างที่รอจะเดินไปล้างหน้าแปรงฟันก็ได้นะครับ ช่วงเช้านี้จะมีเจ้าหน้าที่ตู้สเบียงเดินมาขายกาแฟ ไม่รู้ว่าราคาเท่าไหร่แต่ถ้าเดาคงประมาณ 60+ ขึ้นไปแน่ๆ หรือว่าถ้าอยากทานอาหารเช้าที่ตู้เสบียงก็มีชุดอาหารเช้าขายเหมือนกัน (น่าจะประมาณ 200+ ถ้าจำไม่ผิดนะครับ)

ครอบครัวเราลงกันที่สถานีรถไฟบางเขน จากนั้นก็ไปทำธุระร่วมแสดงความยินดีกับน้องสาวคนสวยจนเสร็จแล้ว บ่ายๆก็มารอขึ้นเครื่องที่สนามบินสุวรรณภูมิครับ

 

 

 

[My First Time] บันทึกประสบการณ์ขึ้นเครื่องบินครั้งแรก

ยอมรับอย่างไม่อายเลยครับว่าอายุ 30 แล้วยังไม่เคยนั่งเครื่องบินเลย ส่วนใหญ่จะเดินทางด้วยรถส่วนตัวร์หรือรถทัวร์เสียมากกว่านี่เป็นครั้งแรกเลยที่จะได้นั่งเครื่องบิน โดยสายการบินที่จะบินกลับลำปางนี้เป็นสายการบินบางกอกแอร์เวย์ที่เป็นสายการบินแบบฟูลเซอร์วิส โดยขึ้นเครื่องที่สนามบินสุวรรณภูมิ มีตู้เช็คอินอัตโนมัติด้วยอ่ะ ไม่ต้องต่อแถวเช็คอินที่เคาร์เตอร์แล้ว และที่ทำเอาตื่นเต้นคือการผ่านช่องสแกนนี่แหละ เล่นเหมา 2 ตะกร้าเลย ทั้งกระเป๋า เครื่องใช้ไฟฟ้า พอผ่านมาได้ก็ไปนั่งรอที่เลาจ์ของบางกอกแอร์เวย์ ซึ่งตั้งแต่นี้แบตผมหมดเลยไม่ได้เก็บรูปอะไรมานะครับ (มันมีที่ชาร์จนะ แต่ขี้เกียจสุดๆเลยไม่ได้ชาร์จ)

ในเลาจ์ของบางกอกแอร์เวย์เวลาเข้าไปใช้บริการก็แค่ยื่นตั๋วเครื่องบิน เจ้าหน้าที่จะรับไปดูและออกตั๋วรหัสไวไฟให้ใช้งาน ภายในก็มีที่นั่งพักรับรอง มีที่ชาร์จแบต มีขนมไทยและฝรั่ง ที่เด็ดสุดสมคำร่ำลือก็ข้าวต้มมัดนี่แหละครับ อร่อยจริงๆ มีน้ำผลไม้(น้ำส้ม, น้ำลำไย) กาแฟ, ชา ให้ชมดื่มก่อนรอเวลาขึ้นเครื่อง พอได้เวลาก็จะมีการประกาศให้เราเดินทางไปขึ้นเครื่องครับ

เดินไปที่เกตเพื่อขึ้นรถชัตเตอร์บัสพาเราไปยังเครื่องบินที่จอดรอเราอยู่ (เกตของนครชัยแอร์คงได้แรงบันดาลใจมาจากเกตเครื่องบินนี่สินะ) เครื่องบินที่จะไปยังสนามบินลำปางตอนนี้ยังเป็นเครื่องขนาดเล็กนะครับ เนื่องจากข้อจำกัดของสนามบิน (แต่อีกเดี๋ยวจะพัฒนาให้รองรับเครื่องขนาดใหญ่ได้แล้วนะ) ใช้ระยะเวลาเดินทางไม่นานเท่าไหร่ครับ

*รูปไม่เกี่ยวนะ หามาประกอบเฉยๆ

เครื่องที่เรานั่งไปเป็นเครื่องบินใบพัด มี 2 แถวๆละ 2 ที่นั่ง ใช้ระยะเวลาเดินทางประมาณ 1 ชม. 40 นาที (เร็วกว่านั่งรถจากตัวอำเภอไปยังตัวอำเภอเมืองในจังหวัดผมเสียอีก) มีอาหารมาเสริฟเป็นยำขนมจีน และมีชา/กาแฟ ให้ล้างคาวปากด้วยครับ ตอนขึ้นเครื่องก็ไม่น่ากลัวนะ ถึงจะเครื่องเล็กก็เถอะ เครื่องบินนี่อย่างนิ่ง เสียงเครื่องยนต์ก็ไม่ดัง เบาะก็ไม่ชิดกันด้วย สามารถเหยียดขาได้สบายๆ นั่งเพลินๆมองดูเมืองข้างล่างไปแป๊บนึงก็ถึงที่หมายแล้วครับ

 

 

สรุป

รถไฟตู้นอน ถ้าคิดแค่ว่าเป็นตั๋วโดยสารเฉยๆดูเหมือนว่าจะแพง แต่ถ้าคิดในแง่โรงแรมแบบโฮสเทล+ตั๋วโดยสารยานพาหนะ ที่สามารถนอนหลับได้เต็มที่แบบไม่ปวดหลังหรือปวดเนื้อปวดตัว(นอนไม่เต็มอิ่ม) ก็ถือว่าคุ้มค่าเหมือนกันนะครับ คราวหน้าถ้ามีโอกาสจะลองเดินทางด้วยวิธีนี้ดูอีก

ส่วนเครื่องบินนี่ตอบโจทย์ในแง่ของความรวดเร็ว ใช้เวลาแค่ 1.40 ชม. ก็พาตัวเองมาถึงบ้านล่ะ แลกกับค่าตั๋วที่แพงกว่าการเดินทางรูปแบบอื่น อันนี้ก็รับได้นะ แถมเป็นครั้งแรกเลยที่ได้เห็นภาพมุมสูงด้วยตาตัวเองจริงๆ

 

 

 

 

 

Comments

comments

ไอเดียแต่งบ้านสวยๆ

ใส่ความเห็น

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

%d bloggers like this: